[Short Fan Fic HP/DM]*YAOI* My Missing Piece
posted on 21 Mar 2008 15:28 by anonymouslycat in FanFictionไม่ได้อัพบล๊อกมาหลายวัน= = เอาไอ้นี่มาแปะแทนละกัน วายตามเคยล่ะค่ะ บังเอิญช่วงนี้กำลังคลั่ง แฮร์รี่ พอตเตอร์ [วาย]
ใครรับวาย ชาย/ชายไม่ได้ ก็กรุณาปิดหน้าจอลงไปทันที ไม่จำเป็นต้องทนอ่านและทนคอมเมนท์อะไรนะคะ
ปล. ที่เอามาลงนี่ยังไม่ได้proofหรือรีไรท์แต่อย่างใด[ก็มันขี้เกียจ] หากเจอความเผาและความเน่าก็กรุณาอโหสิให้ด้วย
ออ พี่อิทจัง พี่แว่น เฮียหมู[นาย ม.] แอดเมลมาคุยก็ได้นะคะ มานั่งตอบกันไปตอบกันมาผ่านบล๊อกแล้วมันรู้สึกแปลกๆแฮะ [unnochung@hotmail.com]
ว่าแล้วก็... แปะ
Title: My Missing Piece
Author: Anonymouslycat
Disclaimer: THE CHARACTERS ARE NOT MINE… AND! สถานที่และเหตุการณ์ในเรื่องนี้เป็นเพียงสิ่งที่สมมุติขึ้นมาPairing: HP/DM
Rating: R
Summary: Harry travels to Vatican City to plan for his wedding and honeymoon with Ginny…but he met his long lost love unexpectedly. Post HG
Category: Angst, Hurt/Comfort
Author’s note: มอบแด่ป้าอุซะ ขอบคุณสำหรับภาพประกอบฟิคงามๆที่คุณป้าลงทุนวาดให้ ฉากมหาวิหารพยายามคุ้ยข้อมูลจากwikipediaและหาภาพมาดูไปบรรยายไปแล้วนะคะ หากมั่วแต่ประการใดก็ขออภัย.. ออ ร้านอาหารนี่มั่วเองสดๆเลยนะคะ… มันคือฟิคนำเที่ยวโรม= =’ ที่ทรมานนะกว่าจะเขียนได้อยากไปโรม โฮกกกกกกกกกกกก!!!!! เอาเป็นว่า... เป็นเหตุการณ์ตอนที่... ตัดepilogueในเล่มเจ็ดทิ้งไปเลยละกันนะคะ= = เพราะคนเขียนทำใจอ่านมันไม่ได้จริงๆ ตัดมัน!! เพราะงั้น นี่จึงเป็นฟิคAU และเดี๊ยนจะเขียนมันแต่ฟิคAU เท่านั้น ออ หากใครคาดหวังว่ามันจะใสๆแบ๊วๆfluffโคตรๆแบบเรื่องOnceขอให้คิดใหม่ได้เลยค่ะ= =” มันเป็นฟิคอารมณ์อืดๆเอื่อยๆที่อ่านไปแล้วเหมือนมีอะไรอึดอัด+ค้างคาใจ ดีไม่ดีอ่านแล้วอาจเบื่อเอาก็ได้ เขียนขึ้นมาเพราะคนเขียนอยากไปโรมง่ะPart1 We Meet Again…
“…เที่ยวบินที่251ไปกรุงโรมจะออกเดินทางภายในสิบนาที ขอผู้โดยสารกรุณามาที่ทางขึ้นสามได้แล้วค่ะ”
เสียงจากลำโพงใหญ่ทำให้ชายหนุ่มในเสื้อแจ็คเกตสีดำลุกขึ้นจากเก้าอี้นั่ง และมุ่งหน้าไปยังเกตสาม ทรงผมยุ่งเหยิงเหมือนไม่ได้หวีชี้ออกมาจากใต้หมวก ดวงตาสีเขียวเบื้องหลังกรอบแว่นเหม่อมองยังทางเดินเบื้องหน้าอย่างเลื่อนลอย ทว่าขาทั้งสองก็สามารถพาร่างนั้นไปยังทางขึ้นเครื่องบินหมายเลขสามได้อยู่ดี
แฮร์รี่พอตเตอร์กำลังจะเดินทางไปยังกรุงวาติกัน เพื่อวางแผนงานแต่งงานและฮันนีมูนของเขากับจินนี่ สาเหตุก็เพราะเจ้าหล่อนขอร้องจะให้ไปจัดงานที่นั่น หล่อนบอกว่าเป็นความฝันตั้งแต่สมัยยังเด็กที่จะได้แต่งงานในกรุงวาติกัน
จริงๆการหายตัวไปหรือใช้ผงฟลูอาจจะเร็วกว่าสำหรับพ่อมดและแม่มด แต่แฮร์รี่พอตเตอร์ไม่เคยมีอะไรธรรมดาสามัญในชีวิต ตั้งแต่วัยเด็กที่ถูกพ่อมดผู้ชั่วร้ายและทรงอำนาจที่สุดหมายเอาชีวิต วัยรุ่นที่ต้องกอบกู้โลกจากพ่อมดชั่วร้ายคนนั้น
สิ่งที่ธรรมดาที่สุดในชีวิตของเขาคือจินนี่ สาวสวยผมแดงที่รักเขาและพร้อมจะสร้างครอบครัวธรรมดาๆ มีชีวิตที่มีความสุขไปพร้อมกับเขา… แต่สำหรับแฮร์รี่ เหมือนมีสิ่งหนึ่งหายไป สิ่งที่เคยมีอยู่ เคยเติมเต็มชีวิตของเขา สิ่งที่อาจจะไม่มีวันได้เจออีก
ที่นั่งของแฮร์รี่อยู่ริมหน้าต่าง… เมื่อเครื่องบินโผทะยานขึ้นฟ้าและรักษาระดับเรียบร้อยแล้ว เขาก็เปิดที่บังกระจกออกและมองวิวข้างนอน ตึกราบ้านช่องในอังกฤษที่ดูเล็กลงเรื่อยๆจนกระทั่งหายไปกับไอสีขุ่นขาวของก้อนเมฆ
ตอนนี้เขากำลังจะแต่งงาน… มีชีวิต หน้าที่ การงาน และเพื่อนที่ดี… ทุกอย่าง… ที่ผู้ชายคนหนึ่งพึงจะมี และต้องการ… คู่หมั้นแสนสวยที่รักเขา และเขาก็ตั้งใจว่าจะรักเธอเช่นกัน
ถึงกระนั้น… ก็ยังมีสิ่งหนึ่ง ที่ขาดหายไป……………..
อากาศยามเช้าในกรุงโรมมักจะสดชื่นเสมอ…
ดวงตาสีฟ้าอมเทามองออกนอกหน้าต่างห้องพักไปยังอาคารเก่าฝั่งตรงข้าม สิ่งก่อสร้างในเมืองแห่งนี้มีกลิ่นอายของศิลปะและความงดงามแบบโบราณ แบบที่เขาชอบชายหนุ่มหยุดยืนอยู่หน้ากระจกซึ่งตัวกรอบเป็นไม้แกะสลักไว้ด้วยลวดลายต่างๆ ก่อนจะหยิบหวีขึ้นสางผมสีทองอ่อนให้เรียบ เขาเลิกใช้เจลใส่ผมมาตั้งแต่สองปีก่อนเพราะมันทำให้สุขภาพผมเสีย
เดรโก มัลฟอยหยิบเสื้อโค้ทสีน้ำเงินมาสวมใส่พลางเอื้อมมือคว้ากระเป๋าสะพายพาดบ่าเตรียมออกไปทำงาน แม้แต่ในกรุงโรม หรือเมืองหลวงของอิตาลีก็ยังมีพ่อมดแม่มดอาศัยอยู่ ซึ่งจะว่าแปลกก็แปลก เพราะโรมนั้นอยู่ติดกับกรุงวาติกัน ศูนย์กลางของนิกายคาทอลิก เหล่าพ่อมดแม่มดมักถูกชาวคริสต์มองว่าเป็นพวกนอกรีตมาแต่โบราณ
โบสถ์เก่าแก่ที่ถูกก่อสร้างด้วยช่างฝีมือชั้นหนึ่ง รูปปั้นแกะสลักหินอ่อนรูปเทวดานางฟ้าหน้าประตูโบสถ์ กระจกโมเสกหลากสีสันที่เมื่อต้องกับแสงแดดจะส่องประกายงดงาม… เพียงแค่มองก็ทำให้จิตใจของเดรโกสงบลง และทำให้ลืมเรื่องต่างๆในอดีต ลืมเรื่องโลกเวทย์มนต์ ลืมประเทศอังกฤษ
ที่พักของเขาเป็นห้องว่างที่ไม่มีใครอาศัยและไม่มีใครรู้ว่าตอนนี้มีคนมาแอบอาศัยอยู่แล้ว เพียงแค่มีเวทย์มนต์เรื่องยากก็เป็นเรื่องง่าย เขาไม่จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้า และน้ำนั้นก็สามารถร่ายมาจากแม่น้ำใกล้ๆจากนั้นก็กรองให้สะอาดเอาได้ ตัวพื้นเองก็ปูด้วยพรมที่สั่งซื้อมาจากอังกฤษ และหลังจากแต่งห้องด้วยม่านกับข้างของต่างๆ ห้องทั้งห้องก็ดูงดงามขึ้นมาทันตา เป็นตึกร้างที่อยู่ในกรุงโรมใกล้ๆกับเขตกรุงวาติกัน
“วันนี้มาเร็วเหมือนเดิมนะเดเมียน” เสียงของหัวหน้าพ่อครัวเอ่ยทักขึ้นด้วยภาษาอิตาลีทันทีที่ร่างบางก้าวผ่านประตูห้องครัว ถูกแล้ว เดรโก มัลฟอยทำงานอยู่ในร้านอาหารมักเกิล ปลอมตัวเป็นมักเกิลชื่อเดเมียน และทำอาหารแบบมักเกิล… กว่าจะได้งานนี้ต้องเรียนภาษาอิตาลีแทบแย่ แถมพ่วงมาด้วยภาษาละตินที่พูดได้แค่แบบงูๆปลาๆ และฝึกเรียนการปรุงอาหารกับเชฟอยู่เป็นเดือนกว่าจะได้ขึ้นเป็นพ่อครัว
หากพ่อของเขารู้เข้าคงได้สลบทั้งยืนแน่ๆ…
“ครับเชฟ ต้องมาเตรียมวัตถุดิบไว้สำหรับตอนกลางวัน” ชายหนุ่มคลี่รอยยิ้มออกมาน้อยๆพลางพาดเสื้อโค้ทเข้ากับราวและจัดแจงใส่เสื้อคลุมสีขาวกับหมวกทรงสูง
“แต่คนคงไม่เยอะเท่าไหร่ ก็ไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยวนี่นะ” หัวหน้าเชฟถอนใจน้อยๆก่อนจะวุ่นกับการหมักเนื้อต่อไป
‘ลาติน่า’ สถานที่ทำงานของเดรโก เป็นร้านอาหารอิตาลีชื่อดังในโรมที่เน้นขายอาหารให้กับนักท่องเที่ยว
ในเวลาว่างเดรโกมักจะเข้าไปเดินเล่นในเขตกรุงวาติกัน...เมืองที่ถูกปกครองโดยพระสันตะปาปา… เมืองแห่งสถาปัตยกรรมโบราณที่น่าหลงใหล หนึ่งปีครึ่งที่เขาหนีจากเกาะอังกฤษมาที่นี่ เพื่อเยียวยาตัวเอง เพื่อหนีและทิ้งทุกสิ่งไว้เบื้องหลัง… แต่ระนั้น ก็ยังรู้สึกเหมือนมีสิ่งหนึ่งที่ขาดหายไป
สิ่งที่อาจไม่มีวันได้ครอบครองอีก…น่าแปลกเหลือเกิน ที่สิ่งที่รัก หลุดลอยไปจากมือ อย่างง่ายดาย
……………..
ท้องฟ้ายามเย็นเป็นสีส้มอมเหลืองงดงาม สนามบินในกรุงโรมคับคั่งไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา ซึ่งนั่นก็รวมไปถึงชายหนุ่มร่างสูงกับกระเป๋าเดินทางใบโต
แฮร์รี่พอตเตอร์ออกจากสนามบินแห่งชาติของอิตาลีและมุ่งหน้าไปยังโรงแรมที่เขาจองห้องพักเอาไว้ทันที โรงแรมที่แฮร์รี่พักอยู่ในกรุงโรม ซึ่งก็ไม่ไกลเท่าไหร่จากกรุงวาติกัน และหลังจากเช็คอินเรียบร้อยแล้วก็ออกจากโรงแรมมาเดินสำรวจพื้นที่
ชายหนุ่มมองดูแผ่นพับในมือซึ่งแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เขาใช้ปากกาวงไว้เพื่อวางแผนว่าจะเดินทางไปที่ไหนบ้าง หรือร้านอาหารไหนที่น่าสนใจ และหนึ่งในนั้นก็มีร้านลาติน่า ร้านอาหารเก่าแก่ชื่อดังร้านหนึ่งสถานที่ในแผ่นพับที่แฮร์รี่สนใจก็เหมือนจะมีสวนแห่งวาติกัน มหาวิหารเซนต์ ปีเตอร์(Saint Peter’s Basilica) ห้องสวดมนต์ซิสทีน (Sistine Chapel)
แต่ก่อนอื่นเขาคงต้องหาอะไรใส่ท้องเสียหน่อยเนื่องจากท้องที่ร้องโครกครากอยู่ตอนนี้ อาหารมื้อล่าสุดที่กินคือบนเครื่องบินซึ่งนั่นก็ตั้งแต่เมื่อเที่ยงมาแล้ว
ในที่สุด หลังจากเดินร่อนเร่ไปมาอยู่สักพักเขาก็พบกับร้านอาหารดังกล่าว ป้ายร้านชื่อ ‘ลาติน่า’ ยื่นออกมาจากบริเวณตึก ชายหนุ่มเปิดประตูกระจกและก้าวเข้าไปในห้อง บรรยากาศภายในร้านดูเรียบง่ายแต่ก็หรูหรา ดวงไฟสีทองส่องออกมาจากโคมซึ่งยื่นออกมาจากผนัง
“มาท่านเดียวรึครับ” บริกรเดินมาต้อนรับด้วยภาษาอิตาลีทันที แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่เข้าใจจึงเปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษ วันนี้ในร้านมีคนไม่มากนักเนื่องจากไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยว แฮร์รี่พยักหน้ารับน้อยๆก่อนจะเดินตามบริกรผู้นั้นไปนั่งบนโต๊ะซึ่งตั้งอยู่ติดกับหน้าต่างและเปิดเมนูดูทันทีที่รับมา
“ขอเป็น Spaghetti Carbonaraแล้วกันครับ ส่วนน้ำขอเป็นน้ำเปล่า” กล่าวเสร็จก็ยื่นเมนูกลับไปทันที
“สนใจจะรับออร์เดิร์ฟก่อนไหมครับ ทางร้านเรามีซุป...” เพียงแฮร์รี่ส่ายหน้าเล็กน้อยบริกรผู้นั้นก็หยุดคำลง “งั้นทนออเดอร์นะครับ สปาเกตตี้คาร์โบนาร่าหนึ่งที่ กับน้ำเปลาอีกหนึ่ง”
แฮร์รี่พยักหน้ารับคำ และหลังจากนั้นบริกรหนุ่มก็โค้งให้เขาเล็กน้อยพร้อมกับเดินจากไปยังประตูห้องครัว
…………….
“มีออเดอร์สปาเกตตี้คาร์โบนาราเข้ามาหนึ่งที่ครับ” บรรยากาศภายในห้องครัววันนี้ดูเงียบเหงา เหล่าพ่อครัวต่างนั่งเล่นไพ่กันด้วยความเบื่อหน่าย ในคืนวันธรรมดาที่ไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยวทางร้านจะไม่ค่อยมีลูกค้ามากนัก จะมีก็ช่วงกลางวัน
“ฉันทำเอง” ชายหนุ่มผมบลอนด์ลุกขึ้นจากเก้าอี้พลางวางไพ่ในมือทิ้ง ซึ่งสาเหตุที่อาสาจะทำก็ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากเจ้าตัวเพิ่งแพ้เกมมาหยกๆ หลังจากล้างมือสะอาดพ่อครัวหนุ่มก็เริ่มลงมือทำอาหารทันที เส้นสปาเกตตี้ได้ทำเตรียมกันไว้เรียบร้อยตั้งแต่ก่อนแขกจะมาเสียอีกที่วันนี้เดรโกเข้าเวรแต่เช้าถึงค่ำก็เพราะพรุ่งนี้เขาขอลาหยุด วางแผนไว้ว่าจะไปเดินเที่ยวเสียหน่อยหลังจากทำงานหนักไม่เว้นวันมานาน
สุดท้ายโรยพาร์เมซานชีสก็เสร็จ... และหลังจากจัดใส่จานอย่างสวยงามอาหารของเขาก็พร้อมเสริฟ
. . .
เขาเหม่อมองออกไปนอกกระจกหน้าต่างบานใส วิวในยามดึกที่ริมแม่น้ำช่างงดงาม เพราะแสงไฟจากมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ยังอีกฟากฝั่งแม่น้ำสะท้อนเข้ากับผืนน้ำสีราตรี ดั่งกระจกเงาที่กระเพื่อมไหวเป็นระลอก
“อาหารมาแล้วครับ” คำกล่าวของบริกรหนุ่มทำให้แฮร์รี่ละสายตาจากบานกระจกกว้าง มีอะไรบางอย่างในจานอาหารที่ถูกวางลงบนโต๊ะ ที่ทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยเสียเหลือเกิน
คงคิดไปเอง...
คิดได้เช่นนั้นก็ลงมือจัดการกับอาหารตรงหน้าทันที และทันใดที่เส้นสปาเกตตี้แตะลิ้น เขาก็รู้สึกถึงความรู้สึกที่แสนคุ้นเคย... คุ้นเคยจนน่าประหลาด และห้วงความคิดก็นึกย้อนไปถึงสิ่งที่เขาลืมเลือน... สิ่งที่ห่างหายไปนานนับปี
หลังจากที่เรียนจบจากฮอกวอตส์และสังหารลอร์ดโวลเดอมอร์ได้ไม่นาน แฮร์รี่ก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอยู่ที่อพาร์ตเมนต์เล็กๆหลังหนึ่ง... กับคนที่เขารัก ซึ่งแน่ล่ะ... ไม่ใช่จินนี่... ไม่ใช่ผู้หญิงด้วยซ้ำ
“ตื่นแล้วเหรอแฮร์รี่” เสียงใสกังวานขึ้นทันทีที่ร่างสูงย่างกรายเขาไปในครัว เขาได้กลิ่นหอมอ่อนๆของไข่และน้ำมัน “พอดีเลย ออมเลตจะเสร็จแล้ว”
น่าเหลือเชื่อที่ร่างเล็กตรงหน้ามายืนอยู่ในบ้านของเขา... ในครัวของเขา... หากตอนอยู่ฮอกวอตส์มีใครมาบอกว่าเดรโก มัลฟอย จะมาเป็นคนรักของเขาในอนาคต เขาคงได้หาว่าคนคนนั้นบ้าไม่ก็เสียสติ
“อย่าทำกระทะไหม้แบบครั้งก่อนอีกละกันเดรโก” เขาตอบยิ้มๆ ก่อนจะเลื่อนเก้าอี้ออกจากโต๊ะอาหารเพื่อนั่งลง
“พูดมากจริง ตอนนายหลับยังน่ารักกว่านี้เยอะ” ชายหนุ่มทำเสียงขึ้นจมูก ก่อนที่จะเทออมเลตในกระทะใส่จานและนำมันมาวางหน้าแฮร์รี่ “กินซะก่อนที่จะเย็นหมด”
แฮร์รี่ยิ้มกว้างเมื่อเห็นสภาพของไข่ในกระทะ แม้จะดูดีขึ้นมากจากตอนที่เดรโกทำครั้งแรก ก็ยังเรียกว่าน่ากินไม่ได้อยู่ดี... แต่สำหรับเขา ของที่อีกฝ่ายทำมักจะอร่อยเสมอ แม้จะเป็นคุกกี้ไหม้ๆหรือเค้กเละๆก็เถอะ
“คร้าบๆทูนหัว ทานล่ะนะครับ” พูดเสร็จก็เริ่มตักอาหารเข้าปากในทันที ไม่กลัวว่าจะท้องเสียหลังจากนี้เพราะยาก็มีเตรียมไว้เรียบร้อย ........
ทั้งๆที่สปาเกตตี้ในจานอร่อยกว่าไข่ท่วมน้ำมันนั่น... แต่ทำไมถึงชวนให้นึกถึง... เรื่องที่พยายามจะลืมมาตลอดกัน
แฮร์รี่ถอนใจยาวและวางช้อนส้อมลงบนจานเปล่า ก่อนจะเสมองออกไปยังมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์อีกครั้ง... กรุงวาติกันเป็นสถานที่ในฝันที่คู่รักอยากมาแต่งงาน... พอได้มาเห็นกับตาของตนเองแล้วก็เข้าใจว่าทำไม
ผ้าเช็ดปากถูกวางลงบนโต๊ะเช่นกัน มือใหญ่ชูขึ้นสูงเพื่อเรียกบริกรคนเดิมมาเก็บเงิน“ไม่ต้องทอน... ฝากชมพ่อครัวด้วยนะ อาหารอร่อยจริงๆ” พูดพลางวางแบงก์มักเกิลลงไปบนถาดรับเงิน ซึ่งบริกรผู้นั้นก็พยักหน้ารับคำ โค้งให้เล็กน้อยและเดินจากไป
วันรุ่งขึ้น...
โปรแกรมท่องเที่ยววันนี้! มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์จากนั้นก็สวนแห่งวาติกัน!
เดรโกเปิดผ้าม่านออกกว้างเพื่อรับแสงแดดยามเช้าตรู่และอากาศสดชื่น แม้ว่าจะเพิ่งหกโมงเช้าแต่เขากลับรู้สึกกระปรี้กระเปร่ายิ่งนัก การขอลาหยุดหลังจากที่ทำงานหนักไม่เว้นวันมานานมันดีอย่างนี้นี่เอง
เขาต้องตื่นเช้าเพราะมหาวิหารนั้นมักจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวในเวลาสายๆ ซึ่งการเที่ยวชมโบสถ์ต้องเดินดูอย่างเงียบสงบสิถึงจะถูกว่าแล้วก็แต่งกายด้วยโค้ทหนาพร้อมกับนำอาหารกลางวันทำเองใส่กล่องเตรียมพร้อมออกเดินทางในทันที
กรุงวาติกัน... สถานที่ที่ทำให้เขาหลงใหลจนไม่ยอมย้ายไปไหนมาปีกว่าในประเทศอื่นที่เขาเคยอยู่มา เพียงแค่เดือนหรือสองเดือนเดรโกก็จะย้ายออกเพราะความเบื่อหน่าย ทั้งฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ ฟินแลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ และอเมริกา
สุดท้ายเขาก็มาจบลงที่นี่... โรม... กรุงวาติกัน
ทั้งเสียงสวดมนต์ตอนเช้า เสียงกระดิ่งเตือนเวลาของคณะสงฆ์เป็นเสียงที่สื่อถึงความสงบ... สิ่งที่เดรโกแสวงหามาตลอดตั้งแต่เรียนจบ แม้ว่าครั้งหนึ่งเขาเคยพบความสงบที่ว่า... แต่เขาก็สูญเสียมันไป อย่างไม่มีวันจะเรียกกลับ
หลังจากผ่านแนวสวนและพิพิธภัณฑ์ในที่สุดเขาก็มายืนอยู่ที่หน้ามหาวิหารสูงตระหง่านสีขาวสลับครีม ด้านบนชั้นสองมีรูปปั้นของเหล่านักบุญเรียงรายอยู่มากมาย และชั้นบนสุดเป็นหลังคาทรงโดมสูง... ที่ว่ากันว่าเป็นโดมที่สูงที่สุดในโลก แน่นอนล่ะ เดรโกเคยมาที่นี่แล้วนับครั้งไม่ถ้วน และก็ไม่เคยเบื่อมันเลยสักครั้ง เพราะความงดงามตระการตานั้นมากมายเกินกว่าที่เขาจะเก็บรายละเอียดไว้ได้หมดเขาก้าวเดินไปบนทางเดินทอดยาว ที่เมื่อเงยหน้าขึ้นไปจะเป็นหลังคาทรงสูงที่ตกแต่งด้วยรูปวาดของไมเคิลแองเจโล่ พื้นที่โดยรอบถูกตกแต่งด้วยรูปปั้น รูปเขียนฝาผนังและเสาแกะสลัก บนกำแพงจารึกอักษรภาษาละติน เป็นวิหารที่บอกเล่าเรื่องราวมากมายในรูปแบบของงานศิลปะชิ้นเอก
เดรโกเดินไปตามทางทอดยาวเรื่อยๆ เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาตามแนวเสา ไม่สนใจว่ากำลังจะมุ่งหน้าไปไหน หรือเจอสิ่งใด ผู้คนที่เดินผ่านไปมาก็ไม่สนใจชายหนุ่มเช่นกัน เพราะเวลานี้ยังเช้าอยู่มากจึงทำให้มีเพียงบาทหลวงในชุดขาวกับคนทำงานเพียงไม่กี่คน
และแล้วขาทั้งสองข้างก็หยุดลงเมื่อก้าวถึงห้องทรงกลมซึ่งทางเดินทั้งสี่มาบรรจบกัน แสงจากหน้าต่างบนหลังคารูปโดมสาดส่องลงมายังรูปปั้นสีทองอร่าม ผนังโดยรอบเป็นรูปของนักบุญและเทวดาตัวน้อย
เปลือกตาสีซีดซึ่งถูกประดับด้วยแพขนตาหนาค่อยๆปิดลง เขาไม่รู้ว่าทำไมจึงทำเช่นนั้น อาจเป็นเพราะรู้สึกเหมือนถูกโอบกอดด้วยความอบอุ่น รู้สึกราวกับเมื่อยืนอยู่ที่ตรงนี้ ทุกสิ่งในโลกเหมือนจะไม่มีความหมาย... ทุกสิ่ง... ว่างเปล่า
“เดรโก…” กระทั่งเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นและทำลายความสงบทั้งมวล เสียงที่เขาไม่มีวันจะลืมว่าเป็นเสียงของใคร…
……..
ร่างสูงยืนนิ่ง… ขาไม่อาจขยับกายไปไหนได้เพราะภาพที่เห็นตรงหน้า เรือนผมสีบลอนด์เงินแสนคุ้นกับโครงร่างบอบบางเหมือนหญิงสาว จิตใจภาวนาขอให้ไม่ใช่คนคนนั้น แต่อีกใจก็ถวิลหาอยากพบเหลือเกิน
“เดรโก…” ชื่อนั้นหลุดออกจากริมฝีปาก ชื่อที่ไม่ได้เอ่ยมาแสนนาน และดวงตสีฟ้าอมเทาก็ค่อยๆลืมขึ้น จากนั้นก็หันมาทางเขาด้วยแววตกตะลึง
“แฮร์รี่…” ทั้งสองจดจ้องกัน เนิ่นนานเท่าไรไม่รู้ แต่นานพอที่จากทางเดินซึ่งไม่ค่อยมีผู้คนเท่าไหร่กลับเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว กระนั้นสิ่งรอบกายก็เหมือนจะไม่มีความหมาย“ไม่ได้เจอกัน… นานแล้วนะ” แฮร์รี่ทำลายความเงียบลงในที่สุด ดวงตาสีเขียวมรกตของใบหน้าหล่อเหลาสำรวจคนตรงหน้า เดรโกผอมไปมาก และเหมือนจะดูซีดเซียวกว่าเดิม
“อืม…” ชายหนุ่มตอบเพียงแค่นั้น
“ขอเดินเที่ยวด้วยได้ไหม” เดรโกลังเล แต่ก็พยักหน้าลงในที่สุด
ทั้งสองนิ่งเงียบ… ไม่รู้ว่าควรสรรหาคำพูดอะไรมาเอ่ยต่อกัน ช่วงเวลาหนึ่งปีกับอีกหกเดือนเหมือนยาวนานนักแม้จะเดินเคียงคู่กันขณะชมโบสถ์ ก็ไม่มีคำใดหลุดออกจากปากของคนทั้งคู่ ไม่มีการแตะต้องกัน ทำราวกับอีกฝ่ายไม่มีตัวตน
เดรโกเดินนำ ขึ้นบันไดทีละขั้น ไม่เชื่องช้า แต่ก็ไม่รวดเร็ว เหมือนจะวงบแต่ข้างในจิตใจกลับว้าวุ่น และในที่สุดทั้งสองก็มาถึงจุดชมวิวของโดมสูงจากเบื้องบนเมื่อมองลงไปสามารถเห็นกรุงวาติกันได้โดยทั่ว ทั้งอาณาเขตสวนและพิพิธภัณฑ์ต่างๆ สุสานและที่ทำการ รวมทั้งเขตเมืองอิตาลีอีกด้วย
เดรโกหยุดยืนนิ่ง ไม่คิดจะเอ่ยอะไรก่อน ดวงตาคู่โตเหม่อมองออกไปไกลสุดจะหยั่ง ทั้งๆที่สิ่งที่มองหาอยู่ข้างกาย
“ปีครึ่งมานี่… เป็นยังไงบ้าง” แฮร์รี่เป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นก่อน แต่ชายหนุ่มร่างบางไม่มีท่าทีจะหันไปมองเขาเลยสักนิด
“ก็… สบายดี”
“อืม…” และความนิ่งงันก็เข้าปกคลุมอยู่อีกพักใหญ่ จนกระทั่งในที่สุดดวงตาสีเทาที่ซ่อนเร้นประกายสีฟ้าจะค่อยๆเบือนมายังแฮร์รี่ “นาย…มาทำอะไรที่นี่”
เป็นคำถามที่แฮร์รี่ไม่อยากจะตอบเลยสักนิด เขารู้สึกว่ายังมีอะไรบางอย่างอยู่ระหว่างเขาและเดรโก… บางสิ่งที่ไม่อาจอธิบายออกมาเป็นคำพูด แต่เขาคงคิดไปเองมากกว่า
“วางแผนจัดงานแต่งงานกับจินนี่” ดวงตาคู่โตเบือนหนีอีกครั้ง ทำให้แฮร์รี่ไม่อาจเห็นสีหน้าของผู้ฟัง
“ก็ดี… ฉันก็ได้ข่าวมาเหมือนกันตอนอยู่ฝรั่งเศส” และแล้วเดรโกก็ผละจาก ก้าวเดินต่อไปโดยไม่ให้สัญญาณเลยสักนิด ทำให้เขาต้องก้าวตามไปอย่างรวดเร็วและคว้าเข้าที่ข้อมือของอีกฝ่าย
“เดี๋ยวก่อนสิเดรโก!! มาคุยกันก่อนได้ไหม!”
“มีอะไรจะให้คุยอีกล่ะ” น้ำเสียงของชายหนุ่มเรียบเฉย “ระหว่างเรามันก็เป็นแค่อดีต พอเถอะแฮร์… พอตเตอร์ ฉันไม่มีอะไรจะพูด เที่ยววาติกันให้สนุกล่ะ”
“อย่างน้อยเราก็ยังเป็นเพื่อนกันได้นี่! ฉันเป็นห่วงมากนะรู้ไหมที่จู่ๆนายก็หายตัวไปแบบนั้น”
คำพูดประโยคแรกทำให้ไหล่บางเกร็งขึ้นทันที เดรโกไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับไปมองอีกฝ่าย ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยตอบเพราะหากำเช่นนั้นน้ำเสียงคงแตกพร่า และความรู้สึกทั้งหมดคงถูกเปิดเผยออกมาทางดวงตา
ทำอย่างนั้นไม่ได้เป็นอันขาด… ไม่เช่นนั้นสิ่งที่ทำมาตลอดหนึ่งปีครึ่งจะไร้ความหมาย
“คุยแถวนี้ไม่สะดวก… พวกมักเกิลอาจมาได้ยินเข้า ไปหาที่เงียบๆในสวนแล้วกัน” กล่าวเสร็จก็รีบสาวเท้ายาวๆนำหน้าไปทันที
เพียงแค่เห็นหน้าของแฮร์รี่… เพียงแค่นั้น ความทรงจำต่างๆก็ไหลเทลงมา ราวกับสายน้ำจากเขื่อนที่ผุพัง
….
“ทำไมนายต้องเรียกรอนแบบนั้นด้วย!!! แล้วยังเฮอร์ไมโอนี่!!!” เสียงตวาดของแฮร์รี่ทำให้เขาโกรธ… ทั้งๆที่มันไม่ใช่ความผิดเขา ทั้งๆที่วีสลีย์มาลบหลู่พ่อของเขาก่อน ท้งๆที่เกรนเจอร์พูดแบบนั้นกับเขา…
“มันไม่ใช่ความผิดของฉันนะแฮร์รี่!!”
“ไม่ต้องมาเถียง! ฉันขอร้องนายกี่ครั้งแล้วให้เลิกเรียกรอนว่าวีเซิล! แล้วยังเรื่องเลือดสีโคลนนั่นอีก!” เสียงตวาดยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีฝ่ายใดคิดจะยอมลดละก่อน
เดรโกไม่ผิด… ใช่… เขาไม่ผิดเสียหน่อย เขาอดทนมามากเกินพอแล้ว ทั้งๆที่พวกนั้นพูดแบบนั้นกับเขา ทั้งๆที่วีสลีย์ด่าว่าทุกครั้งที่แฮร์รี่เผลอ แฮร์รี่ก็ไม่เคยเชื่อเขาสักครั้ง แต่พอเขาพูดจนประชดประชันอีกฝ่ายนิดหน่อย แค่รอนนำมาบอกแฮร์รี่เพียงไม่กี่ประโยค… เรื่องราวก็กลายเป็นแบบนี้แทบจะทุกครั้ง
“แต่เกรนเจอร์…”
“พอได้แล้วมัลฟอย ฉันไม่อยากฟังคำแก้ตัวของนายอีก! ฉันเองก็เคยบอกแล้วว่าให้เลิกว่าคนอื่นว่าเป็นพวกเลือดสีโคลนสักที!!” แฮร์รี่หยุดนิ่งไปสักพัก เพื่อสูดลมหายใจลึกเข้าปอด และยื่นคำขาดออกมาในที่สุด “หากมีเรื่องแบบนี้มาให้ฉันได้ยินอีกล่ะก็… พวเราจบกัน!!”
คำพูดนั้นทำให้ใบหน้าของเดรโกด้านชา
จบกัน… ง่ายๆอย่างนี้…
ความสัมพันธ์ของพวกเขา ไม่มีความหมายต่ออีกฝ่ายเลยใช่ไหม
“นายนี่มันแย่ที่สุด หากฉันฟังเพื่อนฉันแต่แรกก็คงดี” กล่าวเสร็จร่างสูงก็เดินออกจากห้องไป เขารู้ดีว่าฮ์รี่จะไปไหน ไปที่ที่เขาไปทุกครั้งที่พวกเขาทะเลาะกัน บ้านโพรงกระต่าย ไปหาจินนี่ วีสลีย์… และประโยคสุดท้ายนั้นทำให้เดรโกตัดสินใจอะไรบางอย่างได้ เขาไม่เคยเรียกเกรนเจอร์ว่าเลือดสีโคลนอีกเลยตั้งแต่จบฮอกวอตส์… แต่เพราะวันนั้น เกรนเจอร์ได้พูดอะไรบางอย่างกับเขา
‘ฉันอยากให้เธอเข้าใจนะเดรโก… เธอเองก็รู้ว่าแฮร์รี่เป็นผู้สังหารลอร์ดโวลเดอมอร์ และเธอก็เป็นลูกชายคนเดียวของอดีตผู้เสพความตาย… ตอนนี้แฮร์รี่เป็นคนดังของโลกพ่อมดไปแล้ว… เขาเป็นฮีโร่ของทุกคน และสื่อก็หวังจะให้เขาแต่งงานกับผูหญิงสวยๆและสร้างครอบครัวที่มีความสุข พวกเธอคิดจะหลบๆซ่อนๆกันไปชั่วชีวิตหรือยังไง หากเธอเลิกกับแฮร์รี่มันจะเป็นผลดีกับทั้งเขาและเธอมากกว่า’
คำพูดประโยคนั้นเองที่ทำให้เขาตะโกนด่าว่าเกรนเจอร์ว่าเป็นพวกเลือดสีโคลน
แต่สุดท้ายเธอก็พูดถูก เกรนเจอร์พูดถูกทุกอย่าง
แฮร์รี่ไม่ฟังเขาด้วยซ้ำ ว่าทำไมเขาถึงด่าว่าทั้งสองไปอย่างนั้น…
‘หากฉันฟังเพื่อนฉันแต่แรกก็คงดี’
เพราะเพื่อน… สำคัญกว่าเขาใช่ไหม… ถ้าเขาไม่อยู่ข้างๆ ก็คงจะดีกว่าใช่ไหม
หากคนที่อยู่ข้างๆคือจินนี่ วีสลีย์… คงจะคู่ควรกว่าลูกของผู้เสพความตายแย่ๆอย่างเขา ใช่ไหม หากเป็นเช่นนั้น เดรโก มัลฟอย ก็ควรจะออกไปจากชีวิตของแฮร์รี่ พอตเตอร์… อย่างที่เกรนเจอร์บอก
เดรโกค่อยๆเบือนหน้าไปทงเตาผิง และหยิบผงฟลูกำใหญ่มาไว้ในมือ ก่อนจะโปรยมันลงไปในไฟ และกังวานเสียงสั่นพร่า
“บ้านเกรนเจอร์…”
…………….
ภายในสวยสวยซึ่งถูกประดับประดาตกแต่งด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด ปรากฎร่างสองร่างที่เดินเคียงคู่กันมาอย่างเงียบๆ โดยรอบมีเพียงเสียงนกร้องขับขาน และเสียงของสายลมที่พัดใบไม้ให้ปลิวพลิ้ว
“อยากถามอะไรก็ว่ามาสิ” เดรโกหยุดเดินในที่สุดเมื่อมาถึงมุมที่ลับตาผู้คน
“ปีครึ่งมานี่นายทำอะไรบ้าง ทำไมถึงซูบลงอย่างนี้” เป็นคำถามซึ่งเจือไว้ด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงที่ทำให้เดรโกต้องถอนใจยาว
“ก็ย้ายไปเรื่อยๆจากเนเธอร์แลนด์ ฟินแลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ อเมริกา ฝรั่งเศส และก็ลงเอยที่นี่นั่นล่ะ ฉันแฝงตัวอยู่ในพวกมักเกิล บางทีก็รับงานเป็นพนักงานพาร์ทไทม์ตามที่ต่างๆ หรืออาศัยเงินที่พ่อแม่ส่งมาให้”
คำสุดท้ายทำให้แฮร์รี่ต้องแอบสบถออกมาเบาๆ เพราะไม่ว่าเขาจะถามเท่าไหร่ ลูเชียส มัลฟอยก็บอกว่าไม่รู้ว่าลูกชายตัวเองอยู่ที่ไหน ให้เลิกตามหาและยอมแพ้เสีย…และหลังจากผ่านไปเก้าเดือน เขาก็ยอมแพ้จริงๆ
“แล้วนี่… นายก็ยังรับงานพาร์ทไทม์อยู่อีกเหรอ” แฮร์รี่ถามด้วยความสงสัย
“เปล่าหรอก ฉันอยู่ที่นี่… โรม มาหนึ่งปีได้แล้ว ทำงานประจำเป็นพ่อครัวอยู่ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในโรมน่ะ”
คำตอบทำให้แฮร์รี่ถึงกับตะลึง อาหารของอดีตคนรักที่ทำให้ท้องของเขาปั่นป่วนมาหลายต่อหลายครั้งผุดขึ้นในมโนภาพ… มันเป็นไปได้ด้วยหรือ
“เอ่อ… ร้านไหนล่ะ ฉันจะอยู่ที่นี่อีกสอง-สามวัน อาจจะแวะไปกินหน่อย” ดวงตาสีฟ้าอมเทาหันมาจดจ้องแฮร์รี่เหมือนต้องการจะหาคำตอบบางอย่าง และในที่สุดก็ตัดสินใจเอ่ยปากตอบ
“ลาติน่า… ไม่ไกลจากกรุงวาติกันนักหรอก เป็นร้านที่สามารถเห็นวิวของมหาวิหารเซนต์ ปีเตอร์ได้ด้วย
ทั้งชื่อร้านและคำอธิบยทำให้ชายหนุ่มผมดำฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ดวงตาสีเขียวฉายแววตกตะลึง ความุ้นเคยบางอย่างที่เขารูสึกจากรสชาติของอาหารเมื่อวาน…
“เมื่อวาน… ตอนเย็นๆ เกือบหัวค่ำ นายได้ทำสปาเกตตี้คาร์โบนาร่าบ้างรึเปล่า” คิ้วสีบลอนด์เงินเลิกขึ้นสูงให้กับคำถามนั้น และหลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ก็ให้คำตอบออกมา
“อืมม… ใช่ เมื่อวานมีออเดอร์เข้ามาตอนเล่นไพ่กันพอดี ฉันเพิ่งแพ้เลยอาสาทำเองน่ะ ทำไมเหรอ”
แฮร์รี่พินิจมองใบหน้าสวยตรงหน้าอยู่เนิ่นนาน ท่าทางของเดรโกไม่ได้เปลี่ยนไปเท่าไหร่ ทั้งการเดิน การพูดจา หรือสีหน้าต่างๆ น่าแปลกที่ผ่านไปเป็นปีเขาก็ยังจำท่าทางเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน ในขณะที่เขาจำอะไรเกี่ยวกับจินนี่ไม่ได้เลยสักนิด… แม้แต่วันเกิดยังลืมจนเจ้าหล่อนงอนไปหลายตลบ“นี่เดรโก…”
“หือ?”
“นายช่วยเป็นไกด์พาฉันชมเมืองหน่อยได้ไหม เพราะฉัน…เอ่อ… ต้องวางแผนฮันนีมูนต่อน่ะ” บรรยากาศของความกระอักกระอ่วนกลับมาอีกครั้ง ทำให้แฮร์รี่ต้องแอบสบถด่าตนเองที่พูดอะไรโง่ๆแบบนั้นออกไป
“… ก็ได้ ก็พวกเราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ เรื่องแค่นี้เองนี่” ร่างบางพยายามเน้นคำว่าเพื่อนให้ดังและชัดเจน “ฉันเพิ่งนึกได้ว่ามีธุระต้องทำ พรุ่งนี้เจอกันแล้วกัน นายพักอยู่โรงแรมไหน”
หลังจากให้ชื่อและที่อยู่ของโรมแรมไป เดรโกก็ทำท่าจะผละจาก หากแต่มือใหญ่กลับรั้งข้อมือของเขาไว้เสียก่อน
“ให้ฉันไปส่งนะ”
“หา?” ดวงตาคู่คมรีบตวัดกลับมามองเขาทันที
“ยังไงวันนี้ฉันก็ไม่มีแผนจะทำอะไรต่อแล้ว ว่าจะกลับโรงแรมไปนอนอ่านหนังสือ เพราะงั้น…” จริงๆนั่นเป็นเรื่องโกหก แฮร์รี่วางแผนเที่ยวไว้อีกเยอะแยะ เช่นพิพิธภัณฑ์ใหญ่ในกรุงวาติกัน ห้องสวดมนต์ซิสทีน…“ก็ตามใจสิพอตเตอร์” น้ำเสียงเรียบเฉยทำให้แฮร์รี่สะอึก เขาสังเกตอยู่เหมือนกันว่าจากแฮร์รี่… ตอนนี้ได้กลายเป็นพอตเตอร์ไปเสียแล้ว เหมือนกับสมัยเรียน สมัยที่อีกฝ่ายมักจะก่อกำแพงเพื่อปกป้องตนเองเสมอ
“ยินดีเสมอ เดรโก”
……………..
หยุดสิ หยุดร้องเสียที ทำไมไม่หยุดเล่า
ชายหนุ่มนอนกอดเข่าอยู่บนเตียงของตนเอง พยายามหักห้ามน้ำตาไม่ให้ไหลลงอาบใบหน้า
Navigator of Pirate