[APH Fan Fiction]US/UK My Ecstasy - Prologue

posted on 30 Aug 2009 21:34 by anonymouslycat  in FanFiction

WARNING: เนื้อหาในเอนทรี่นี้มีความเกี่ย;ข้องกับการ์ตูนเรื่อง Axis Power Hetalia ซึ่งจำลองตัวละครมาจากประเทศต่างๆ แต่ไม่ได้กล่าวถึงผู้คนหรือเหตุการณ์ในโลกความเป็นจริง ซึ่งบางท่านอ่อนไหวในเนื้อหา จึงจำต้องนั่งเทียนเขียนคำเตือนมาไว้ ณ ที่นี้ ว่าหากรับไม่ได้ จง ปิด ขอบพระคุณ แกร๊ย

WARNING2: เนื้อหาในเอนทรี่นี้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่าYAOIหรือชาย รัก ชาย จขบมิต้องการให้มีเกรียนเข้ามาคอมเมนท์อะไรก็ตามที่เป็นการตำหนิ ติเตียน ด่า YAOI หรือบางทีแค่ใส่ไอคอนโดยไม่พิมพ์อะไร ชื่อก็ไม่ทิ้งไว้ หากต้องการคอมเมนท์นิยายในแง่ของพล็อตหรือการใช้ภาษาจขบไม่ว่า แต่กรุณาอย่าตำหนิเรื่องที่มันเป็นYAOI เช่นนั้นแล้วผู้ใดก็ตามที่1. รับไม่ได้ 2.ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ไม่เข้าใจ กรุณาปิดบล็อคนี้ ไม่ต้องคึอมเมนต์อะไรทั้งนั้น ถือเสียว่าหลงเข้ามา ปิด ไป เถอะ

มาแปะฟิคเฉยๆค่ะ

 

อ่า... แฟนฟิคเรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวกับที่รวมเล่มขายแล้วค่ะ- -' ปั่นไปเพื่อโปรเจกต์ร่วมงานกะเจ้แพนด้าบ้า...

 (เรียกว่าปั่นเสร็จร้อนๆ แก้ๆๆ ยัดภาพประกอบ แล้ววางขายเลย ไม่ทันได้มาแปะบล็อคค่ะ)

จึงโดนคนวาดไล่ให้เอามาลงบล็อค=A=" แต่จะลงในexteenแค่ตอน 1 2 และ 3 นะคะ 4 กับ 5 คงลงในที่นี้ไม่ได้ .... เพราะมัน... เอิ่ม.... R18

อ่านไปแบบสบายๆไม่ต้องคิดอะไรแล้วกันค่ะ เพิ่งแต่งแฟนฟิคเฮตตาเลียเรื่องแรก หากไม่ดีอะไรก็ขอโทษไว้ ณ ที่นี้ = ="""

 

ออ จะบอกว่าปกติไม่ได้ลงฟิคในexteen(นานๆทีลงสักเรื่อง) เลยก๊อบมาจากเวิร์ดแปะซะงัน หากบางทีบรรทัดมันเรียงเพี้ยนๆไปมั่งทำให้อ่านยากก็ขออภัย จนปัญญาแก้ค่ะTwT ปกติพิมพ์บ่นอย่างเดียวนะ รู้แต่วิธรีกันเบี้ยวคือแปะรูป ฮือ

 

My Ecstasy

(Hetalia Axis Powers Fan Fiction #1)First Published August 2009 by Anonymouslycat 

Pairing: US/UK

Story: Anonymouslycat

Illustrator: pandabaka

Graphic: Anonymouslycat 

Production: Anonymouslycat

E-mail: ptntgroup@gmail.comWebsite: anonymouslycat.exteen.com, pandabun.exteen.com  

Rating: R-18

Disclaimer: ตัวละครทั้งหมดเป็นของอาจารย์ Hidekaz Himaruya ซึ่งไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับผู้แต่งแต่อย่างใด(ยืมเขามาใช้ว่างั้น)Warning: แฟนฟิคชั่นเล่มนี้แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ซึ่งตัวละครของอาจารย์ได้ต้นแบบมาจากประเทศต่างๆ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์ใดๆในโลกความเป็นจริง หนังสืออาจมีเนื้อหาไม่เหมาะสมสำหรับผู้ที่อ่อนไหวในเรื่องนี้

Prelude- Rhythm of the Rain

 

ไม่เคยนึกชอบเสียงของหยดน้ำ ที่กระหน่ำลงพื้น...วันที่จากกัน ก็ได้ยินเสียงนั้น สาดเทจนเปียกปอนทั้งร่าง...เป็นสายฝนใช่ไหม ที่พรากนาย ไปจากฉัน... อัลเฟรด

            เป็นวันที่พูดไม่ได้เต็มปากว่าสดใส ฟ้าเบื้องบนเป็นสีฟ้าอมเทาครึ้ม ลมโบกพัดแรงราวว่าฝนพร้อมจะสาดทุกเมื่อ ร่างหนึ่งยืนอยู่บนเนินสูง ใต้ไม้ใหญ่ตั้งตระหง่าน ดวงตาจับจ้องแต่สวนดอกไม้เบื้องหน้า

            อัลเฟรด! อัลเฟรด!! ไปไหนของเขานะ... ชายหนุ่มร่างค่อนข้างบางกวาดดวงตาสีเขียวไปรอบบริเวณ คิ้วหนาขมวดเข้าหากันเพราะความกังวลใจ... อัลเฟรด น้องชายของเขา หายตัวไปหลายชั่วโมง ป่านนี้ยังไม่กลับ ให้ตายเถอะ ไม่น่าพาเจ้าเด็กจอมซนมาเที่ยวข้างนอกเลย

            แม้จะเป็นวันหยุด แต่เสื้อผ้าที่ชายหนุ่มเลือกสวมใส่ก็ยังคงดูเป็นทางการ บ่งบอกนิสัยรักความเป็นระเบียบ มือหุ้มถุงมือขาวยกขึ้นป้องปาก ตะโกนเรียกชื่อน้องชายอย่างเอาเป็นเอาตาย

            ดวงตาคู่โตยังคงกวาดทั่วทุ่งดอกป๊อบปี้สีแดง ทั้งที่เป็นฤดูร้อนอันสดใส แต่ท้องฟ้าก็ตั้งเค้ามืดครึ้มอยู่รำไร นั่นยิ่งทำให้เป็นห่วงอัลเฟรดขึ้นอีก แต่ก็แทบถอนใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อเห็นการเคลื่อนไหวจากที่ไกลๆ ขาก้าวยาวไปเบื้องหน้าฝ่าทุ่งดอกไม้อย่างรีบเร่ง ไม่สนใจว่าเสื้อผ้าราคาแพงจะเปื้อนดิน สุดท้ายก็พบสิ่งที่ตามหา ร่างเล็กป้อมหันมองพลางส่งยิ้มให้

            อาเธอร์ ผมเก็บดอกไม้มาฝากคุณด้วยล่ะฮะ ตอนแรกว่าจะดุเสียให้เข็ด แต่แค่เห็นรอยยิ้มกว้างแบบไร้เดียงสาก็ต่อว่าไม่ลง... เป็นแบบนี้เสียทุกที นี่เขาเลี้ยงเด็กแบบตามใจเกินไปหรือเปล่า ยิ่งช่วงนี้ต้องไปกลับระหว่างอเมริกากับอังกฤษบ่อยมากเพราะเป็นห่วงอัลเฟรดจนเกินไป            ขอบใจนะ... แต่วันหลังอย่าหายไปโดยไม่บอกฉันก่อนรู้ไหม คิ้วที่ขมวดจนแทบชิดคลายออกจากกันแล้ว เขาก้มลงไปอุ้มร่างเล็กขึ้น ก่อนจะคลี่ยิ้มตอบ กลับบ้านดีกว่านะ อัลเฟรด

            “อื้อ” ตั้งแต่ที่เด็กคนนี้เข้ามา ชีวิตที่เคยเหงาก็ไม่เหงาอีกต่อไป

            อยากจะอยู่แบบนี้ตลอดไป... เขาคิดเช่นนั้นและภาวนาให้เป็นเช่นนั้น

            นี่ อาเธอร์ เสียงเรียกไม่ได้ทำให้ขาทั้งสองชะลอความเร็ว หากไม่รีบคงต้องวิ่งตากฝนกลับบ้านแน่

            หืม?” แต่แม้กำลังรีบก็ส่งเสียงรับในลำคอเป็นเชิงรับรู้

            หากโตขึ้นผมจะเป็นฮีโร่ล่ะฮะ ประโยคนั้นทำให้ผู้ฟังงุนงงอยู่ไม่น้อย ในใจนึกโทษไอ้บ้าไวน์ฟรานซิสฐานเอาเรื่องไม่เป็นเรื่องมาใส่หัวเด็กของเขา ก็เพราะการปฏิวัติของหมอนั่นทำให้ทั้งยุโรปวุ่นวายไปหมด

            อ่า... นึกยังไงถึงอยากเป็นฮีโร่ล่ะอัลฟ์ การคิดคำตอบขณะกึ่งเดินกึ่งวิ่งไม่ใช่เรื่องง่าย จึงถามๆอะไรก็ตามที่พอจะนึกออกไปก่อน

            ไม่ได้อยากเป็น แต่จะเป็นต่างหากฮะเด็กน้อยในอ้อมแขนแก้คำ ทำให้ได้แต่ฉีกยิ้มรับแห้งๆ

            จ้า จ้า นั่นล่ะ ไปฟังใครเขาพูดอะไรมาอีกล่ะสินึกหมายหัวไอ้ฝรั่งเศสเรียบร้อย กว่าเขาจะแย่งสิทธิ์เลี้ยงดูกับหมอนั่นมาได้ก็แทบตาย อย่างไรก็ไม่คิดจะยกเด็กคนนี้ให้แน่

            ไม่ได้ฟังใครมาซะหน่อย ผมแค่อยากแข็งแกร่งต่างหาก พูดถึงประโยคนั้นหยดน้ำก็เริ่มร่วงลงมาจากฟ้า แต่ยังไม่มากพอเปียกปอนทั้งตัว ชายหนุ่มพยายามใช้ร่างกายบังอัลเฟรดเอาไว้ด้วยกลัวเด็กชายจะป่วย

            อืม มาถึงตรงนี้ไม่ได้ตั้งใจฟังเท่าไร มือข้างหนึ่งพยายามเปิดประตูรั้วเพื่อเข้าไปในบริเวณบ้านหลังเล็กทำจากไม้ที่เขาสร้างให้เด็กคนนี้อาศัยในอเมริกา

            ผมน่ะ จะเป็นฮีโร่ จะเก่งที่สุดในโลก แล้วจะปกป้องอาเธอร์ พูดไปพลางแขนสองข้างโอบรอบลำคอของร่างซึ่งสูงกว่าแน่นขึ้น แล้วผมก็จะรับอาเธอร์เป็นเจ้าสาวด้วย

            จบประโยคจังหวะเดียวกับที่ชายหนุ่มเปิดประตูบ้าน ริมฝีปากอิ่มพยายามกลั้นเสียงหัวเราะด้วยความขบขันอย่างเต็มความสามารถ ปกป้องเขางั้นหรือ? จินตนาการช่างล้ำเลิศจริงๆ แล้วไอ้เรื่องเจ้าสาวอีก ไปฟังมาจากไหนเนี่ย

            ผิดแล้วอัลเฟรด เจ้าสาวน่ะต้องเป็นผู้หญิงต่างหาก ร่างเล็กถูกวางบนเก้าอี้นวม ขณะที่อาเธอร์หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดหยาดน้ำฝนบนศีรษะนั้น ทั้งที่เด็กแทบไม่เปียกเลย

            ไม่เห็นจำเป็นเลยนี่ฮะ พี่ฟรานซ์บอกมาว่าขอให้เป็นคนที่เรารักก็พอ แล้วผมก็รักอาเธอร์ที่สุดเลย หลังจากได้ฟังก็นึกอยากเอาปืนลูกซองไปเป่าหัวไอ้คลั่งไวน์นั่นสักโป้ง แต่ริมฝีปากก็คลี่ยิ้มอย่างนึกเอ็นดู หากผมแข็งแรงพอปกป้องอาเธอร์ได้ เป็นเจ้าสาวของผมนะฮะ สัญญาได้ไหม

            จ้า จ้า ฉันสัญญา ในตอนนั้นเขาคิด ว่าเป็นเพียงสัญญาปากเปล่า เพราะวันนั้นไม่มีวันมาถึง และจะไม่มีวันเป็นจริง วันที่เด็กตัวน้อยคนนี้จะแข็งแรงขนาดปกป้องเขาได้และ คนอย่างอาเธอร์ เคิร์กแลนด์ที่เป็นมหาอำนาจทั้งด้านเศรษฐกิจ การทหาร เทคโนโลยี และอาณานิคม ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาปกป้อง

            อาหารเย็นวันนี้อยากกินอะไร เชพเพิร์ดพายดีไหม ทันทีที่คำถามนั้นจบลง รอยยิ้มของอัลเฟรดก็หายไป ถูกแทนที่ด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน

            เอ่อ อะไรก็ได้ฮะ

            งั้นก็ดี เราต้องกินเยอะๆรู้ไหมจะได้โตไวๆมือใหญ่ลูบเรือนผมสีอ่อนคล้ายสีฟางเบาๆ คลี่ยิ้มกว้าง ทำให้รอยยิ้มกลับมาบนใบหน้าของอัลเฟรดอีกครั้ง            เขาก็แค่หวัง ภาวนา อยากให้เวลาหยุดอยู่ตรงนี้

            เพราะเป็นคนสำคัญเพราะเป็นครอบครัวจึงไม่อยากให้จากไป

 

หลายปีต่อมา

            อัลเฟรดตัดสินใจย้ายไปย้ายมาระหว่างบ้านที่อเมริกาและอังกฤษเพราะคิดถึงอาเธอร์เกินไป เหนื่อยกับการเฝ้ารอว่าเมื่อไรอีกฝ่ายจะมาเยี่ยม แม้อาเธอร์มาหาบ่อยที่สุดเท่าที่ทำได้... ก็ยังไม่พอ เขามักเศร้าเสมอเมื่อถึงเวลาที่อาเธอร์ต้องกลับอังกฤษ หนทางแก้ปัญหาคือการตามกลับยุโรปด้วยเสียเลย

            ทั้งที่ไม่อยากทะเลาะ แต่ช่วงหลังที่มา มักมีเรื่องชวนหงุดหงิดเสมอ

            ก็แต่งแบบนี้มันอึดอัดนี่อาเธอร์ เสียงแหบที่เริ่มแตกหนุ่มบ่นเป็นระยะ แถมนี่ก็หน้าร้อนด้วย

            ไม่ได้นะ ก็บอกไปหลายทีแล้วว่าต่อให้เป็นในบ้านหรือนอกบ้านเราก็ควรแต่งตัวดีๆ หากแต่งตัวไม่ดีสาวที่ไหนจะมามองล่ะ จริงไหม พูดไปชายหนุ่มก็เอื้อมขยับเนคไทของอีกฝ่ายให้เข้าที่ไปพลาง

            แต่ฉันไม่อยากให้สาวที่ไหนมาสนนี่ คิ้วสีอ่อนของผู้พูดขมวดมุ่น เบ้หน้าอย่างไม่พอใจ

            ก็ไม่เป็นไร แต่การแต่งตัวดีทำให้คนมองเราในแง่ดี นายต้องฝึกไว้ อีกหน่อยจะได้เป็นประเทศที่มีอารยธรรม ยิ่งใหญ่ และเก่งกาจแบบฉันไงล่ะ พูดไปใบหน้าใสก็เชิดขึ้นเล็กน้อย เด็กหนุ่มมองคู่สนทนาอย่างหน่ายใจ พึมพำออกมาเบาๆ

            ฉันว่าคนเราควรเป็นตัวของตัวเองมากกว่านะ…”

            เดี๋ยวฉันไปอบเชพเพิร์ดพายก่อนดีกว่า เก็บกวาดห้องนอนซะด้วย ห้องนายรกอย่างกับเล้าหมูเลย คำสั่งเชิงต่อว่าทำให้ผู้ฟังไม่พอใจหนัก แต่ก็รับคำ ก่อนกระทืบเท้าขึ้นบันไดอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์

            นี่เขาก็จะสิบแปดแล้ว ฝ่ายนั้นยังทำราวกับเป็นเด็กไม่รู้ประสีประสา สั่งโน่นสั่งนี่ตลอด บางที เขาควรจากไป

            อยู่แบบนี้พาลจะทำให้ไม่พอใจเสียเปล่าๆ ครั้งนี้ห้ามปากตัวเองไว้ทัน แต่ก็มีบางครั้งที่ทนไม่ไหวต้องพูดเสียดสี สุดท้ายก็ทะเลาะ บางทีก็ทำให้อีกฝ่ายเสียใจ

            ยิ่งวันนี้แมทไม่ตามมาค้างที่อังกฤษกับเขาด้วย เลยยิ่งไม่มีคนมาห้ามทัพเข้าไปใหญ่ ตอนแรกเขาก็ดีใจอยู่หรอกที่ได้อยู่กันสองคนแบบเมื่อก่อน แต่สุดท้ายก็เสียอารมณ์อีกจนได้

            หากเขาประกาศอิสรภาพ อาเธอร์จะโกรธไหมนะ จะมองเขาอย่างคนที่อยู่เท่าเทียมกัน ระดับเดียวกัน ได้หรือเปล่าเพราะเขาพึ่งพาอาเธอร์มากไปใช่ไหม ชายหนุ่มถึงยังเห็นเขาเป็นเด็ก...            ในเวลานั้นมันเป็นแค่ความคิดชั่ววูบ ที่ผุดเข้ามาในหัวเท่านั้น             จานอาหารทีใส่เสี้ยวหนึ่งของเชพเพิร์ดพายตรงหน้าไม่ด้ดูน่ากิน ราชาติก็ไม่ได้อร่อย แต่ก็ยังดีกว่าสโคนไหม้ๆ ดูเหมือนว่าการอยู่กับอาเธอร์มาหลายปีจะทำให้เขาชินกับอาหารพวกนี้แล้วกระมัง

            นี่อัลเฟรด ฉันว่าผมนายมันยาวไปแล้วนะ น่าจะไปตัดออกหน่อย เขารู้ว่าอาเธอร์กล่าวแบบไม่ได้คิดอะไร แต่เขาไม่อยากให้ชายหนุ่มมองเขาเป็นเด็กแบบนี้ตลอดไปหรอก

            ฉันว่ามันก็ดูดีแล้ว…”

            ฉันก็เคยบอกแล้วไงว่าตราบใดที่ฉันยังเป็นผู้ปกครองของนาย ฉันจะไม่ปล่อยให้นายแต่งตัวไม่ดีหรือทำตัวไม่เรียบร้อยเด็ดขาด คู่สนทนากล่าวเสียงเรียบก่อนจะตักอาหารเข้าปาก

            อาเธอร์ ฉันอายุสิบแปดแล้วนะ เมื่อไหร่จะเลิกสั่งโน่นสั่งนี่สักที คำพูดนั้นทำให้คิ้วหนาสีน้ำตาลอ่อนของผู้ฟังขมวดมุ่น

            ฉันแค่พยายามเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้นายต่างหาก และตราบใดที่นายยังอยู่ใต้การดูแลของฉัน นายก็ต้องทำตามที่ฉันสั่งเมื่อตอนเด็กคงรับคำโดยง่าย แต่ไม่ใช่ตอนนี้

            ฉันคิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่พอที่จะเริ่มตัดสินใจอะไรเองได้แล้วนะคำกล่าวทำให้ชายหนุ่มผู้มีอาวุโสกว่าแค่นยิ้มเยาะ

            เหอะ เป็นผู้ใหญ่? ถามจริงๆเถอะหากนายไม่พึ่งพาฉันแล้วนายจะอยู่รอดได้งั้นรึ นายยังทำงานบ้านไม่เป็นด้วยซ้ำ แบบนี้เขายังไม่เรียกว่าผู้ใหญ่หรอกนะอัลเฟรด โจนส์ประโยคนั้นเหมือนฟางเส้นสุดท้าย เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืน วางส้อมและมีดลงบนจานอาหารจนเกิดเสียงกระทบดัง

            อิ่มแล้ว รู้ดีว่าหากอยู่ต่อคงได้ทะเลาะอย่างที่ทะเลาะประจำ รีบตัดบทและเดินออกจากห้องอาหารโดยไม่กล่าวอะไร แต่แทนที่จะเดินขึ้นห้องนอน เขากลับมุ่งออกจากประตูบ้าน โดยมีจุดหมายแน่วแน่ในใจ

            จำได้ดีว่าสมัยเด็กๆชอบไปเล่นกับแมทธิวที่นั่นบ่อยๆ แถมช่วงหลังเวลาทะเลาะกับอาเธอร์มาก็มักจะไประบายอารมณ์ที่นั่น

 

            เสียงเคาะประตูรุนแรงทำให้ฟรานซิสสะดุ้งสุดตัว ก่อนเดินไปเปิดประตูอย่างรีบเร่ง กลัวว่าผู้มาเยือนจะพังประตูของเขาเสียก่อน

            มาแล้ว มาแล้ว ใจเย็นสิเฮ้ย... อ้าว อัลเฟรด?” ยังไม่ทันได้ทักแบบเฮฮาตามประสาคุณพี่ อีกฝ่ายก็ชิงพูด

            ฉันอยากเป็นอิสระอัลเฟรดกล่าวอย่างแน่วแน่             ทั้งที่ตอนนั้น ก็แค่เพราะอารมณ์โมโหชั่ววูบ กับเรื่องไม่เป็นเรื่อง

            ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจ ให้จบแบบนี้เลย

            แต่สุดท้ายก็สูญเสียสิ่งสำคัญทั้งคู่... ทั้งที่ไม่ต้องการให้จบแบบนี้ ไม่ต้องการสักนิด

            ในปี1775สงครามปะทุขึ้นระหว่างอังกฤษและอาณานิคมอเมริกา เดือนกรกฎาคมปีต่อมา อเมริกาประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ

            วันนั้นฝนกระหน่ำ...

            เป็นวันที่การวิ่งตามเงาของอาเธอร์จบลง... ทั้งที่เคยคิดว่ายิ่งใหญ่...

            อาเธอร์ร้องไห้เพราะเขา

            แต่ไม่รู้หรอกว่า... เขาเองก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน แอบภาวนาในใจลึกๆทุกวัน หวังให้สามารถคุยอย่างสนิทใจเหมือนเดิม

             ชายหนุ่มคงไม่รู้หรอก... ว่าการหักใจให้เดินหนี แทนหันเช็ดน้ำตาและปลอบประโลม ลำบากขนาดไหน

            แต่ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าใด อาเธอร์ก็ไม่ยอมมองหน้าเขา

            บ่อยครั้งที่คิด ว่าตัดสินใจผิดมหันต์ แต่การแยกออกมา ก็ได้สอนหลายๆสิ่งสำคัญที่ทำให้เขาโตขึ้น... แม้จะเป็นเพียงการตัดสินใจตามอารมณ์ แต่ไม่เคยเสียใจในทางที่ตนเลือกเดิน

แค่ไม่อยากเป็นน้องที่เป็นเพียงเงา... แต่อยากอยู่ในฐานะที่เท่าเทียม ที่อาเธอร์สามารถมองเขาในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง ไม่ใช่น้องชาย รู้สึกอึดอัดแม้ได้รับความรักมากมาย แต่เพราะไม่ใช่ในรูปแบบที่ต้องการ... จึงมากมาย จนน่ารำคาญ

            เขาไม่กล้ากลับไปเหยียบยุโรปอยู่นาน... ส่วนในอเมริกา บ้านไม้เล็กหลังเก่าที่มีความทรงจำมากมายเกี่ยวกับอาเธอร์กลับถูกแทนที่ด้วยบ้านสีขาวหลังใหญ่

            ได้เพียงภาวนา ว่าสักวันอาเธอร์จะยอมรับการตัดสินใจ... และยอมรับในตัวเขา... และเฝ้าเพียงภาวนาเรื่อยมา

 

 

ลิงค์ต่อ:

Story 1 http://anonymouslycat.exteen.com/20090830/aph-fan-fiction-us-uk-my-ecstasy-story-1-2

Story 2 http://anonymouslycat.exteen.com/20090830/aph-fan-fiction-us-uk-my-ecstasy-story-2

Story 3 http://anonymouslycat.exteen.com/20090830/aph-fan-fiction-us-uk-my-ecstasy-story-3

 

 

 

           

 

 

 

 

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet