[APH Fan Fiction]US/UK My Ecstasy - Story 1
posted on 30 Aug 2009 21:44 by anonymouslycat in FanFictionWARNING: เนื้อหาในเอนทรี่นี้มีความเกี่ย;ข้องกับการ์ตูนเรื่อง Axis Power Hetalia ซึ่งจำลองตัวละครมาจากประเทศต่างๆ แต่ไม่ได้กล่าวถึงผู้คนหรือเหตุการณ์ในโลกความเป็นจริง ซึ่งบางท่านอ่อนไหวในเนื้อหา จึงจำต้องนั่งเทียนเขียนคำเตือนมาไว้ ณ ที่นี้ ว่าหากรับไม่ได้ จง ปิด ขอบพระคุณ แกร๊ย
WARNING2: เนื้อหาในเอนทรี่นี้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่าYAOIหรือชาย รัก ชาย จขบมิต้องการให้มีเกรียนเข้ามาคอมเมนท์อะไรก็ตามที่เป็นการตำหนิ ติเตียน ด่า YAOI หรือบางทีแค่ใส่ไอคอนโดยไม่พิมพ์อะไร ชื่อก็ไม่ทิ้งไว้ หากต้องการคอมเมนท์นิยายในแง่ของพล็อตหรือการใช้ภาษาจขบไม่ว่า แต่กรุณาอย่าตำหนิเรื่องที่มันเป็นYAOI เช่นนั้นแล้วผู้ใดก็ตามที่เกลียดYAOI กรุณาปิดบล็อคนี้ ไม่ต้องคึอมเมนต์อะไรทั้งนั้น ถือเสียว่าหลงเข้ามา ปิด ไป เถอะ
Prologue- http://anonymouslycat.exteen.com/20090830/aph-fan-fiction-us-uk-my-ecstasy-prologue
Story1- http://anonymouslycat.exteen.com/20090830/aph-fan-fiction-us-uk-my-ecstasy-story-1-2
Story2- http://anonymouslycat.exteen.com/20090830/aph-fan-fiction-us-uk-my-ecstasy-story-2
Story3- http://anonymouslycat.exteen.com/20090830/aph-fan-fiction-us-uk-my-ecstasy-story-3
Story1- My Birthday Wish
เสียงฝนที่เทกระหน่ำทำให้ประสาทการได้ยินเสียงด้านชา ปืนยาวในมือถูกชี้ไปยังบุคคลเบื้องหน้า เพียงแค่ออกแรงนิดเดียว เขาก็จะชนะ
ชนะแล้วอย่างไรเล่า ก็ไม่ได้อัลเฟรดคืนมา ก็ไม่อาจเรียกสิ่งที่หายไปให้กลับมาอยู่ดีไม่ใช่หรือ... คิดแล้วมือก็สั่นเทาอย่างห้ามไม่อยู่
ทั้งที่เหนี่ยวไกมาไม่รู้เท่าไร แต่ทำไมถึงทำไม่ได้
เขารู้ดี เขาฆ่าอัลเฟรดไม่ลง...
สุดท้ายจึงได้แต่ทรุดลงกับพื้น และคร่ำครวญ อยากขอร้อง อยากกรีดร้อง แต่กลับไม่มีเสียงออกมา... อย่าทิ้งฉันไป คำที่ค้างในลำคอ
เพราะรักมาก... มากที่สุด จึงเจ็บมาก และไม่อาจลืม
“ทั้งที่นายเคยยิ่งใหญ่ขนาดนั้นแท้ๆ” กล่าวจบก็เดินจากไป เขาได้เพียงมองตามแผ่นหลังที่กว้างกว่าเขาตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ พยายามเอื้อมมือคว้าแต่กลับสุดเอื้อม
ไม่อยากโดดเดี่ยวอีกแล้ว
เสียงนาฬิกาปลุกบนหัวเตียงช่างยียวนกวนประสาทคนจะหลับนอนชวนให้นำไปโยนทิ้ง ทว่าแม้จะเกลียดเสียงนั้นเข้าไส้เพียงไรอาเธอร์ก็ยังฝืนลืมตาตื่น ก่อนตบเบาๆให้มันหยุดแผดร้อง ยกแขนเสื้อซับเหงื่อชื้นซึ่งผุดออกมาบริเวณใบหน้า
ฝันอะไรไม่เข้าเรื่องอีกแล้ว...
ยันกายขึ้นจากเตียงก่อนกุมขมับ ไม่แปลกใจสักนิดที่ฝันแบบนั้น วันนี้มีประชุม... แถมประธานการประชุมยังเป็นหมอนั่น
“พร้อมออกเดินทางรึยังฮันนี่… แอ๊ฟ” เสียงที่กวนประสาทยิ่งกว่าเสียงนาฬิกาปลุกถูกหยุดลงด้วยการปาหนังสือใกล้มือเข้าใส่
“หนวกหูโว้ย ฟรานซิส” ตะคอกเสร็จก็ลุกขึ้นคว้าผ้าเช็ดตัวจากราวตากเตรียมเดินเข้าห้องน้ำ
“ใจร้ายง่า คุณพี่อุตส่าห์มารับแต่เช้า”
“ไม่ได้ขอเฟ้ย” ด่าเข้าให้ฐานทำเสียงโอดครวญกวนเบื้องล่าง ก่อนจะกระแทกประตูห้องน้ำปิด
ไม่ถึงสิบนาทีต่อมาร่างบางออกมาอีกครั้งในชุดคลุมสีแดงเลือดหมู ที่อาบเร็วเพราะอีกฝ่ายเร่งเร้ากลัวจะสาย
“สุภาพบุรุษอย่างฉันไม่สายหรอกน่าเจ้าบ้าไวน์ ปกติมีแต่นายละที่สาย วันนี้นึกครึ้มอะไรมาปลุกฉันฟะ ปกติฉันต้องไปปลุกแกไม่ใช่เรอะ” ดวงตาคู่คมโตปราดมองยังคนที่ทำตัวผิดวิสัยอย่างอดสงสัยไม่ได้
“ก็ไม่มีอะไรหรอกน่า คุณพี่อยากเปลี่ยนบรรยากาศมั่งผิดนักรึไง” ฟังแบบนั้นยิ่งผิดสังเกตใหญ่ คนที่ร้อยวันพันปีก็ไม่ยอมตื่นก่อนเก้าโมงเช้าขนาดเอาชแลงไปงัดยังไม่ยอมลุกจากเตียง จู่ๆมาตื่นเช้าเนี่ยนะ?
“นายคิดว่าฉันรู้จักนายมานานแค่ไหน ฟรานซิส” สายตาจิกเชิงจับผิดทำให้คนถูกจ้องเสียวสันหลังวาบ
“ตะ... ตั้งแต่จำความได้มั้ง”“งั้นก็เล่ามาซะว่ามีอะไรกันแน่” พอโดนจับได้ก็คิดประเมินอยู่นานว่าควรไหลต่อ เฉเปลี่ยนเรื่อง หรือตอบตามตรง แต่กว่าจะตัดสินใจได้ก็รู้ตัวว่าเว้นช่วงนานเกินไป จึงยอมเปิดปากบอกโดยดี
“ก็นี่มันเดือนกรกฎา...” กล่าวไปยักไหล่ไปพลาง ทำให้สีหน้าของคู่สนทนายิ่งบูดบึ้งกว่าเดิม
“กรกฎาแล้วไง?” น้ำเสียงของอาเธอร์ฟังดูยิ่งไม่สบอารมณ์
“วันที่สี่...”
“แล้ว....?” ใช่ว่าฟรานซิสจะกลัวคนที่ตัวเล็กกว่าตรงหน้าหรอกนะ แต่พอหมอนี่โกรธก็น่ากลัวเหมือนกัน
“ก็มันวันเกิดของอัล...” ยังไม่ทันพูดจบก็โดนขัดด้วยเสียงดุๆ
“ฉันรู้ วันเกิดมัน แล้วจะทำไม?”
“ก็....” เห็นฟรานซิสอ้ำอึ้งจึงพอเดาออกทันที
“เจ้านั่นกลัวฉันจะไม่ยอมไปประชุมเพราะเหตุผลนี้ เลยขอให้นายมาลากไปสินะ”
“ก็ไม่เชิง...” พูดพลางพยายามหลบสายตา เรื่องกลัวไม่ไปน่ะใช่ แต่ไม่ใช่ประชุม เป็นปาร์ตี้วันเกิดต่างหาก แต่ดูเหมือนอาเธอร์ได้ข้อสรุปที่ตนพอใจแล้ว จึงละความสนใจไปเปิดตู้เสื้อผ้า ได้จังหวะหนีจึงรีบฉวยโอกาส “งั้นเดี๋ยวคุณพี่ไปรอข้างนอกละกันนะ”
“ฮื่อ” ประตูไม้ปิดจังหวะเดียวกับที่เสื้อคลุมอาบน้ำร่วงกองกับพื้น ดวงตาสีเขียวเหม่อมองในความมืด สบถออกมาเบาๆ ไม่คิดจะไปการประชุมบ้าๆนี่หรอก หากไม่ใช่เพราะหนี้บุญคุณที่ติดค้างทั้งๆที่ก่อนสงครามโลกครั้งนั้น เขาเคยเป็นมหาอำนาจ เคยร่ำรวยที่สุด ยิ่งใหญ่ที่สุด... แต่ตอนนี้ทั้งหมดเป็นแค่อดีต หลังจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่งอังกฤษเริ่มอ่อนกำลัง และในสงครามครั้งต่อมา...ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ล้นเหลือในอเมริกา เปิดโอกาสให้อัลเฟรดกลายเป็นผู้นำ
ทั้งๆที่นิสัยแบบนั้นไม่สมควรมานำใครด้วยซ้ำ เด็กไม่รู้จักโต ใจร้อน ขี้โวยวาย แถมเอาแต่พูดว่าฮีโร่ๆ พูดกันจริงๆหากไอ้บ้าไวน์กลายเป็นผู้นำโลกยังทำใจรับได้ง่ายกว่า
ที่น่าเจ็บใจคือการที่ต้องรับการช่วยเหลือจากหมอนั่นในสงครามโลกครั้งที่สอง เพราะติดหนี้ จึงจำใจยอมรับ จำใจไปประชุมเคยคิดว่าหากอีกฝ่ายไม่มีเขา... จะอยู่ไม่ได้แท้ๆ
ทั้งที่รักมากขนาดนั้น เอ็นดูขนาดนั้น... ก็ยังหักหลังอย่างโหดร้ายที่สุด
ร่างแบบบางในชุดเครื่องแบบทหารเต็มยศเดินลงบันไดอย่างไม่ได้รีบเร่ง แต่ก็ไม่ได้เชื่องช้า ดวงตามองเพื่อนบ้านที่ทำตัวตามสบายจนเกินไปในห้องรับแขกอย่างเหนื่อยใจ มือหุ้มถุงมือขาวเอื้อมหยิบหมวกหมวกก่อนหันไปหาฟรานซิสที่นอนเอกเขนกบนโซฟา
“ไปกันได้แล้ว”
“อ้าว เสร็จแล้วเหรอ” พอได้ยินเสียงปุ๊บก็ลุกปั๊บ เดินด้วยท่าทีสบายๆมุ่งสู่ประตูทางออก
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา..
“และทั้งหมดนี่ก็สรุปได้ว่า ฉัน เป็น ฮีโร่!!!”อาเธอร์ลอบถอนใจ ดวงตากวาดมองภาพในหนังสือที่หยิบติดมือมาด้วยเพราะรู้ดีว่าไอ้การประชุมบ้าๆนี่จะจบแบบไร้สาระตามเคย หากตั้งใจฟังเดี๋ยวก็ต้องลุกเถียง สุดท้ายกลับบ้านแบบเสียอารมณ์ทุกที
คราวนี้เลยไม่ฟังและไม่เถียงมันเลยพวกประเทศที่ต้องการประจบลุกขึ้นตบมือใหญ่ แต่ก็มีพวกที่ทำสีหน้าเอือมแบบเขาเหมือนกัน
เมื่ออัลเฟรดเห็นว่าไม่มีเสียงค้าน ดวงตาสีฟ้าคู่โตใสเบื้องหลังกรอบแว่นหันมองทางเขาแบบขอความเห็น เหมือนต้องการให้พูดอะไรบ้าง
“เอ่อ... ก็ว่าไปตามนั้นแล้วกัน”
“ตามนงตามนั้นบ้าอะไร นายไม่ได้ฟังเลยนี่!” นิ้วที่ชี้ใส่หน้าทำให้อาเธอร์ไม่สบอารมณ์ หมอนี่เป็นบ้าอะไร ไม่เถียงไม่ขัดก็ไม่ชอบ จะเอาอะไรกันแน่!
“แล้วนายอยากให้ฉันคัดค้านรึไง” คนฟังสะอึกพอโดนสวนด้วยประโยคนิ่งๆผิดวิสัย คิ้วขมวดไม่พอใจ สุดท้ายจึงยอมแพ้พลางเบือนหน้าไปทางอื่น
“ช่างเถอะ เราประชุมกันเรื่องอื่นต่อดีกว่า” เจ้าเด็กบ้าตัดบทเสียดื้อๆ ทำให้โล่งใจอยู่ไม่น้อย เพราะไม่มีอารมณ์ต่อล้อต่อเถียงด้วยวันนี้กว่าประชุมจะเลิกหนังสือก็หมดไปค่อนเล่ม ทำให้อยากรีบกลับบ้านไปอ่านต่อ หากแต่ขณะก้าวออกจากประตูห้องประชุม ฟรานซิสกลับเข้ามาขวาง
“เฮ้ๆ อย่าเพิ่งกลับสิน้องชาย”
“ใครน้องเอ็งวะ” ฟังแล้วก็สบถสวนภายในเวลาไม่ถึงสองวินาที ดวงตาสีเขียวบ่งบอกว่าพร้อมเชือดไอ้บ้าตรงหน้าทุกเมื่อ
“แหมๆ ใจเย็นๆซี่ ไปกินข้าวกันดีกว่า หมอนั่นจัดงานวันเกิดซะใหญ่ อาหารเพียบ ฉันแวบไปดูมาแล้ว”
“ก็มีแต่อาหารขยะแบบแฮมเบอร์เกอร์กับโค้กนั่นล่ะน่า กลับบ้านไปอบสโคนกินเองดีกว่า” ชาวฝรั่งเศสอยากขัดแต่เกรงใจ ว่ายอมกินแฮมเบอร์เกอร์ดีกว่ากินสโคนไหม้ๆฝีมืออาเธอร์
“ไม่ได้มีแต่แฮมเบอร์เกอร์กับโค้กสักหน่อย แถมเหล้าเพียบ” ปกติหากได้ยินคำว่าเหล้าตาคงลุกวาวแล้ว แต่คราวนี้กลับไม่ใส่ใจ
“ไม่ล่ะ ไม่มีอารมณ์”
“ไม่เอาน่า คุณพี่ไปนั่งคนเดียวเหงาจะตาย” ฟังแล้วอาเธอร์อยากขำติดแต่ขำไม่ออก หน้าอย่างไอ้ฝรั่งเศสเนี่ยนะเหงา เห็นร่อนไปร่อนมาจีบคนโน้นคนนี้ไปทั่วทุกที “หากยอมไปเป็นเพื่อนคุณพี่จะยอมไปเป็นเพื่อนก๊งเหล้าด้วยสักสองเดือนก็ได้นะ”
ทุกคนรู้ว่าพออาเธอร์เมาแล้วอาละวาดขี้โวยวายขนาดไหนจึงพยายามหลีกเลี่ยงไม่ดื่มด้วย จึงทำให้ต้องดื่มเหงาๆคนเดียวเสียส่วนใหญ่ พอเจ้าตัวได้ยินก็หันมองคนยื่นข้อเสนอด้วยดวงตาลุกวาว
“…แปบเดียวนะ” พูดจบก็โดนลากไปยังห้องรับรองกว้างแทบทันที การตกแต่งไม่ได้แย่เท่าไหร่แต่สู้บ้านเขาไม่ได้อยู่ดี
เกือบทุกคนมานั่งเฮฮากับปาร์ตี้อยู่ก่อนแล้ว ฟรานซิสพูดถูก อาหารที่เสริ์ฟไม่ใช่แค่แฮมเบอร์เกอร์อย่างที่เขาคิด แต่มีอาหารจากชาติอื่นวางอยู่ด้วย
...แม้จำนวนแฮมเบอร์เกอร์จะเยอะกว่ามากก็เถอะ และไอ้ที่เยอะกว่าแฮมเบอร์เกอร์ก็คือฮอทด็อก ซึ่งคุณค่าทางอาหารไม่มากกว่ากันเท่าไหร่
ไม่นานฟรานซิสก็กลับมาพร้อมแก้วเหล้าและจานอาหาร ทั้งที่บอกว่าไม่อยากกินก็ยังจะคะยั้นคะยอ จนเกือบโดนท่าบาทาประทับหน้าสวน วันนี้หมอนี่มีพิรุธแต่เช้า“วันนี้เป็นอะไรมากรึเปล่าฟรานซิส” แววตากล่าวหาแกมจับผิดกลับมาอีกหน
“เปล่านี่ ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย เอ้า! ดื่ม!” ชายหนุ่มผมยาวยกแก้วไวน์ของตัวชนกับแก้วเหล้าในมือเขาเบาๆ ก่อนที่ทั้งคู่จะกรอกแอลกอฮอลล์เข้าปาก
“เหล้านี่มันขมแปลกๆนะ...” “เหรอ ไม่รู้สิ ฉันไม่ค่อยดื่มเหล้า ปกติมันต้องขมอยู่แล้วนี่” ฟรานซิสพูดด้วยน้ำเสียงเรียบสบายๆ จิบไวน์ต่ออย่างมีความสุข “เออ ตอนเย็นเขาจะมีจุดดอกไม้ไฟด้วย อยู่ดูดีไหม” อาเธอร์ไม่ได้สนใจคู่สนทนาอีก ดวงตาคู่โตจ้องร่างสูงยังฝั่งตรงข้ามห้องทั้งๆที่วันนี้เป็นวันที่เกลียดที่สุดในรอบปี แต่ก็ยังต้องมาประชุมไร้สาระ แถมนั่งจ้องหมอนั่นหัวเราะอย่างร่าเริง ฉลองที่ได้เป็น ‘อิสระ’
เอาเถอะ อย่างไรมันก็ห่วยแตกแต่แรกอยู่แล้ว ทำให้ห่วยกว่าเดิมอีกจะเป็นไรไป คิดแล้วก็ส่งเหล้าอีกอึกใหญ่เข้าปาก ยิ่งดื่มยิ่งรู้สึกล่องลอย มือถูกยกขึ้นขยี้ตาถี่ เหมือนเปลือกตาจะปิด แต่ก็พยายามฝืน เพียงสิบห้านาทีก็ต้านไม่ไหว... แปลกจริง ยังไม่ทันเมาทำไมถึงง่วงแบบนี้...ชายหนุ่มเอนหลังพิงพนักโซฟา หัวค่อยๆเลื่อนลงพิงส่วนเบาะรองหลัง จนในที่สุดก็ผล็อยหลับ
วันนั้น... เป็นวันที่ฝนตก
“ฉันไม่ใช่น้องชายนายอีกแล้ว... ลาก่อน อาเธอร์” ไม่... อย่าไป.... อย่าไปนะ นายต้องลำบาก นายต้องไม่รอดแน่! อย่าทิ้งฉันไว้คนเดียว อย่าทิ้งฉัน... อัลเฟรด!!ร่างแบบบางสะดุ้งสุดตัว เปลือกตาเบิกโพลง ต้นคอเปียกชื้นจากเหงื่อ พอตระหนักว่าเมื่อครู่เป็นเพียงฝัน คิ้วหนาขมวดมุ่น มือยกขึ้นกุมขมับแน่น พยายามสงบสติอารมณ์ก่อนมองนอกหน้าต่าง
มิน่าล่ะถึงฝัน.. เพราะข้างนอกฝนตก... หนักจนแทบจะเป็นพายุฝน เหมือนคืนนั้นแต่ทำไมรูปทรงของกระจกไม่คุ้นตาเลย
ลองหันมองรอบๆก็พบว่าเป็นห้องที่ไม่คุ้นเคยเช่นกัน ไล่ไปเรื่อยๆจากบานหน้าต่างไปถึงพื้นพรมสีแดง สุดท้ายดวงตาหยุดลงที่อีกร่างซึ่งนั่งฝืนยิ้มใกล้ๆ“แหะ... ตื่นแล้วเหรอ” ทำหน้าแบบนี้แสดงว่าคงเตรียมใจโดนด่าแล้ว แม้มึนๆอยู่บ้างแต่ก็พอจำเหตุการณ์ต่างๆได้ลางๆ อาการปวดหัวมึนๆแบบนี้เหมือนโดนวางยานอนหลับ นึกอยากพุ่งเข้าไปฆ่าไอ้เพื่อนบ้านเฮงซวยเชื่อถือไม่ได้ ติดแต่เจ้าตัวต้นเหตุไม่ได้อยู่แถวนี้
“นี่ฉันอยู่ที่ไหน” แทนที่จะโวยวายตามวิสัย กลับถามเรียบๆ
“เอ่อ... บ้านฉันเอง” อัลเฟรดเหมือนจะแปลกใจกับความสงบผิดคาด
“อืม ขอโทษที่รบกวน ฉันกลับก่อนดีกว่า” พูดจบก็ลุกออกจากเตียง จัดเสื้อผ้าที่ยับให้เข้าที่ มุ่งหน้าไปทางประตูห้อง เขาไม่อยากอยู่ที่นี่ ไม่อยากอยู่ใกล้คนคนนี้ ในวันนี้ โดยเฉพาะวันฝนตก “เดี๋ยว อาเธอร์!!” มือใหญ่ตรึงข้อมือเขาแน่น ดึงรั้งร่างแบบบางไว้ ทำให้ไม่อาจเดินต่อแม้จะพยายามสะบัดทิ้งก็ไม่หลุด... จะว่าไปหมอนี่ก็แรงควายมาตั้งแต่เล็กแล้วนี่นะ “เรามาคุยกันก่อนได้ไหม”คนฟังแค่นยิ้มเยาะ
“คุย? ฉันนึกว่านายคุยกับฉันจบไปตั้งแต่ปี1776แล้วซะอีก” ริมฝีปากคนฟังไร้รอยยิ้ม ทำหน้าคล้ายลำบากใจ “ฉันคุยกับนายแค่ระหว่างรบกับในที่ประชุมก็พอแล้ว”
นั่นเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่อัลเฟรดต้องคอยหาเรื่องร่างบางตลอด... จะยอมคุยด้วยเฉพาะเวลาเถียงนั่นละ“ฉันไม่ขอโทษหรอกนะ เพราะฉันไม่เคยคิดว่าการแยกจากนายเป็นการตัดสินใจที่ผิดสักนิด” พอฟังยิ่งนึกฉุน ชายหนุ่มร่างเล็กกว่าสะบัดข้อมือแรงขึ้น แต่ก็ไม่หลุดจากการเกาะกุมสักที
“ปล่อยโว้ย ฉันจะกลับบ้าน!” อัลเฟรดลำบากใจ... หลังจากประกาศอิสรภาพอาเธอร์ก็ไม่ยอมคุยด้วย ไม่มองหน้าด้วยซ้ำ เขาอยากพิสูจน์ตัวเองเลยหาทางเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แต่ทางนั้นก็ยังหลบหน้าตลอด กระทั่งสงครามครั้งที่สอง พยายามช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ปกป้องไว้ตามคำสัญญา จนเป็นฮีโร่...ผู้นำโลก อาจเพราะรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณเลยคุยบ้าง ขัดตามหน้าที่เสียส่วนใหญ่ในที่ประชุม เว้นระยะห่างจนน่าอึดอัด...เพราะในการสนทนาแต่ละครั้งจะเหมือนมีกล่องกระจกหนาขวางกั้นอยู่
ชายที่อยู่ตรงหน้าคือเป้าหมายของเขา... เป็นมาตลอด ไม่ว่ายามเด็ก หรือยามนี้ หากแต่ไม่รู้ว่าควรอธิบายอย่างไรให้อีกฝ่ายเข้าใจ“ถ้างั้นต้องการอะไร” เมื่อเห็นว่าสะบัดไม่หลุดอาเธอร์จึงเลิกล้มความพยายาม เลือกถามตรงๆแทน
“ก็บอกแล้วไงว่าแค่อยากคุย... อยากอยู่ด้วยในวันเกิด” ใบหน้าที่ออกสีเรื่อน้อยๆกับดวงตาสีฟ้าใสซึ่งช้อนมองคล้ายจะอ้อนชวนให้อาเธอร์นึกถึงเรื่องเก่าๆ เรื่องที่ไม่อยากจำ...
เป็นความทรงจำที่อยากลืม... อยากลบไปให้หมด
เป็นความทรงจำที่ทำให้เขาเข้าใจ... ยิ่งคนเรามีความสุขเท่าไร ยามเมื่อสูญเสีย ก็จะทุกข์มากขึ้นเท่านั้น
เคยทรมาน จนแทบแตกสลายยิ่งมองสีหน้าอ้อนวอนก็ชวนถอนใจ... สุดท้ายก็เด็กไม่ยอมโตชัดๆ
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบเนิ่นนาน มีเพียงเสียงสายน้ำกระหน่ำแรงเบื้องนอก
“ทำไมต้องเป็นฉันด้วย ฉันไม่ใช่พี่ชาย ไม่ใช่ครอบครัวด้วยซ้ำไม่ใช่รึไง” น้ำเสียงของผู้พูดอ่อนจนน่าใจหายดวงตาสีเขียวจับจ้องทุกอิริยาบถของบุคคลตรงหน้า รวมถึงสีหน้าราวกำลังลังเล ริมฝีปากเปิดออกเล็กน้อย แต่ก็ปิดลง ท่าทางอึกอัก ผ่านไปสักพักจึงพูดออกมา
“อย่าไปถือสาคำที่พูดออกมาเพราะอารมณ์พาไปได้ไหม นายน่าจะรู้นี่ว่าฉันเป็นคนยังไง” แค่นรอยยิ้มอย่างลำบากใจ
ใช่... เขารู้ดีว่าอัลเฟรดเป็นคนอย่างไร เช่นเมื่อครู่... เหมือนต้องการจะพูดบางอย่าง แต่ไม่ยอมพูด นึกสงสัย แต่ไม่คิดท้วงถาม “ฉันไม่ขอโทษ แต่เลิกโกรธได้ไหม เรื่องก็นานมาแล้วนะ”กี่ปีแล้วนะ ที่พวกเขาสองคนไม่ได้มานั่งคุยกันตามลำพังแบบนี้... อันที่จริงผ่านมาถึงตอนนี้ เขาไม่ได้โกรธแล้ว แค่เสียใจ... แค่ฝังใจ
แต่ถึงรู้ตัวว่าไม่โกรธก็ทำใจให้สนิทสนมเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้ เพราะอัลเฟรดมาแทนที่ในตำแหน่งผู้นำโลก ทำให้ยิ่งกระอักกระอ่วน
เด็กที่คอยดูแลปกป้องมาเสมอที่ทิ้งเขาไป ทั้งที่เคยพูดว่าไม่มีทางจะรอด สุดท้ายอัลเฟรดต้องซมซานกลับมา... ยามนี้กลับยิ่งใหญ่กว่าเขา
ทั้งที่รอให้กลับ วันแล้ววันเล่า... แต่ก็ไม่เคยมาหา...สักครั้ง อย่างมากแค่ส่งจดหมายที่เกี่ยวข้องกับสงคราม... นึกไปเองว่าโดนเกลียด จึงพยายามไม่สนใจบ้างอาจเพราะเสียหน้า... เลยไม่อยากเจอ ไม่อยากคุย
ครุ่นคิดอยู่นาน ในที่สุดก็ตัดสินใจได้ แม้จะเป็นวันที่เกลียดนักหนา แต่ก็เป็นวันสำคัญของเจ้าเด็กบ้านี่... ก็แค่คุย... ไม่ใช่เหรอ“จะอยู่ถึงพรุ่งนี้เช้าแล้วกัน...” พูดจบก็ถอดถุงมือ ขยี้เรือนผมสีบลอนด์เบาๆ รู้สึกว่าตัวเองงี่เง่าเหลือเกิน ทำงอนเป็นเด็กไม่เข้าเรื่อง ทั้งๆที่รู้ว่าสักวันนกต้องบินออกจากรัง ก็ยังฝันเฟื่องไร้สาระ อย่างอยากอยู่ด้วยกันตลอดไป
รอยยิ้มกว้างจริงใจระบายบนริมฝีปากของอัลเฟรดในทันที
“แสดงว่าหายโกรธแล้วเหรอ”
“ใครบอกว่าหาย ต่อให้ฉันอยากกลับบ้านนายก็ไม่ให้กลับนี่ มีทางเลือกอื่นด้วยรึ” ปั้นสีหน้าเคร่งเครียด แม้จะพูดแบบนั้นแต่พอเห็นสีหน้าจ๋อยๆก็อดใจอ่อนไม่ได้ หยิกแก้มเด็กโข่งสักทีก่อนฝืนยิ้ม “ตลอดหลายปีมานี่นายไม่เปลี่ยนเลยรึไง”
“ลุงแก่มีสิทธิ์มาพูดด้วยเหรอ” ชายหนุ่มเบ้หน้า คำพูดชวนนึกฉุนเลยเปลี่ยนจากลูบหัวเป็นเขกหัวแทน หลังจากนั้นก็กลับเข้าสู่การโต้คารมไร้สาระเหมือนเดิม
“ปากโคตรวอนหาเรื่องเหมือนเดิมเลยฟ่ะไอ้สมองเบอร์เกอร์!!” อดรนทนไม่ไหว ดึงคว้าเนคไทที่ผูกไว้อย่างหลวมๆของอีกฝ่ายโดยแรง “หัดเคารพกันมั่งได้ไหมฟ....”
“เหวอ อย่าดึง!!”ยังไม่ทันจบประโยคดวงตาต้องเบิกโพลง ร่างใหญ่โตเซเสียการทรงตัว เอนเข้าใกล้ขึ้นเรื่อยๆเหมือนภาพช้า… รู้ดีถึงความหนักนรกของร่างนั้น
“แอ๊ฟ!!” เผลอหลุดเสียงร้องอย่างไม่เป็นสุภาพบุรุษ เปลือกตาปิดแน่นน้ำหนักกดทับจนหายใจแทบไม่ออก “หนักโว้ย!! เลิกกินแฮมเบอร์เกอร์ได้แล้วไอ้เด็กบ้า”
ชะงักค้างเมื่อเปิดเปลือกตา รู้สึกถึงความอุ่นจากริมฝีปากที่ประทับลงบนแก้ม เหมือนอัลเฟรดจะตะลึงไม่แพ้กัน ผ่านไปสามวินาทีร่างสูงใหญ่รีบตะกายจากเตียงใบหน้าขึ้นสีน้อยๆ ไม่มากพอให้สังเกตเห็น
“ดื่มอะไรหน่อยไหม... ฉันไปชงโกโก้ดีกว่า” กล่าวจบก็เผ่นจากห้องทันที ทิ้งให้อาเธอร์นั่งตะลึงเงียบๆมือเอื้อมสัมผัสแก้มซ้ายของตนเบาๆ ทั้งที่เป็นคนเดียวกับตอนนั้น กลับรู้สึกไม่เหมือนเดิม... ทั้งที่ตอนเด็กๆก็ทำออกบ่อย
แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง คงเป็นความอบอุ่นกระมัง
เช้าวันรุ่งขึ้น...
“กินซีเรียลหน่อยไหม” ตื่นไม่ทันเต็มตาก็ได้ยินคำถามนั้น ตอนแรกคิดปฏิเสธ รีบอาบน้ำแต่งตัวให้เสร็จแล้วกลับบ้านนอนต่อ แต่เพราะเสียงโครกครากจากกระเพาะจึงจำใจต้องนั่งกินซีเรียลกับนมแก้หิวในห้องครัว
“ยิ้มอะไร” ตักอาหารเช้ากินไปได้ไม่กี่คำก็หยุดเพราะอึดอัดจากสายตาที่เจ้าของบ้านมอง
“เปล่า... แค่กำลังคิดว่าเราไม่ได้กินข้าวด้วยกันนานแค่ไหนแล้ว” อัลเฟรดเสแสร้งไม่เก่ง และเขามั่นใจว่าท่าทางที่เห็นไม่ใช่การเสแสร้งดีใจขนาดนี้เลยหรือ กับแค่ยอมคุยด้วยอยู่ครึ่งค่อนคืน
หรือคิดมากเรื่องที่เขาโมโหอยู่หลายปี ทั้งที่ไม่ใช่คนประเภทคิดมากเรื่องคนอื่นแท้ๆ... เขาควรเลิกโมโหได้แล้ว การที่ลูกนกปีกแข็งบินจากรังเป็นเรื่องสมควรการอยากได้อิสระไม่ใช่เรื่องผิด... รู้ดีแก่ใจ เขาคงบังคับเด็กคนนี้มากไปจนน่าอึดอัด ไม่อยากให้ติดต่อกับใครนอกจากเขา สนิทสนมกับใครนอกจากเขา อยากให้พึ่งพาเพียงเขา... ทำให้อัลเฟรดรู้สึกเหมือนถูกคุมขัง เพราะความเห็นแก่ตัวไม่ใช่หรือ
สีหน้าสลดทำให้อารมณ์ของชายหนุ่มตรงหน้าเปลี่ยนเช่นกัน จากเริงร่ากลับเป็นกังวล พออาเธอร์สังเกตเห็นจึงฝืนยิ้ม
แม้โกรธ ก็ไม่ได้อยากให้อัลเฟรดเป็นทุกข์อีกคน มาถึงตอนนี้ มองย้อนกลับไปก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่... แค่คิดแล้วยังเจ็บยอกในอก... แต่เรื่องโกรธน่ะ หายนานแล้ว...
“นี่ อัลฟ์...” กล่าวพลางสบตากับคู่สนทนาที่แสดงสีหน้าประหลาดใจกับชื่อสั้นๆที่ไม่ได้ยินนานจากปากอาเธอร์ “ฉันไม่ได้โกรธ ไม่ต้องกังวลหรอก”
“ใครว่าฉันกังวลเรื่องของลุงแก่ๆ เปล่าซะหน่อย” แม้ลำพังคำพูดจะชวนให้กระโจนไรเดอร์คิกข้ามโต๊ะ แต่พอมองดูสีหน้าก็เห็นความดีใจที่ปิดไม่มิด จึงคิดว่ายกให้สักครั้งแล้วกัน
“สุขสันต์วันเกิดนะ... เด็กบ้า” พึมพำเบาๆ ก่อนทั้งห้องจมสู่ความเงียบ เขาคิดว่าอัลเฟรดคงได้ยินเพราะสังเกตถึงสีเรื่อบนแก้ม จึงเลือกไม่พูดอะไรทีนี้... ก็เหลือแค่กลับบ้านไปกระทืบไอ้บ้าไวน์ที่บังอาจใส่ยานอนหลับในเหล้าของเขาเท่านั้น...
หลังกินข้าวจนอิ่มท้องอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อย ก็เตรียมตัวกลับบ้าน ชายหนุ่มหยิบหมวกที่แขวนอยู่บนราวที่ทางเข้ามาสวมใส่ กล่าวลาเบาๆ
“ฉันกลับล่ะ โชคดี” ก้าวออกจากธรณีประตู หากแต่เสียงที่ดังไล่หลังทำให้ชะงักฝีเท้า
“ไว้เจอกันเร็วๆนี้ ฉันจะไปเยี่ยม” “ใครอยากให้มาฟะ ไม่ต้องมานะเฟ้ย!!” รอถ้อยคำซึมเข้าสมองประมาณห้าวินาที กลั่นกรองเอาความหมายได้แล้วก็หันขวับมาตอบโต้ แต่ก่อนจะทันได้โวยวายต่อ อัลเฟรดก็ปิดประตูเสียแล้ว “เฮ้!! ได้ยินไหม!! ไม่ต้องโผล่หัวมานะ!!”พูดจบก็ฮึดฮัดรีบเร่งกลับบ้าน หลังจากนั้นไม่นาน รอยยิ้มระบายลงริมฝีปากสีอ่อน พึมพำคำเบาๆ “เจ้าบ้าอัลเฟรด”
แม้ว่าทางเดินสองข้างทางจะยังมีน้ำขังอยู่บ้าง แต่พอมองยังเบื้องบนกลับรู้สึกปลอดโปร่งจนน่าประหลาดเขาว่ากันว่า ฟ้าหลังฝนมักงดงามเสมอ...
อัลเฟรดแอบมองภาพนั้นจากหลังกระจก เมื่อเห็นร่างแบบบางเดินออกไปไกลพอสมควร อีกบุคคลหนึ่งจึงโผล่หัวออกมาจากห้องนั่งเล่น
“ปลอดภัยยัง”
“หายห่วง” ทันทีที่ได้ยินเสียงตอบรับ ชายหนุ่มผิวขาวเจ้าของเรือนผมยาวประมาณบ่าก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่ไม่ได้สบายใจเสียทีเดียว
“กลับบ้านไปอาเธอร์เอาคุณพี่ตายแน่” ปาดเหงื่อออก ไม่อยากจินตนาการด้วยซ้ำ“ขอบใจนะฟรานซิส เป็นของขวัญวันเกิดที่สุดยอดเลย” กล่าวจบมือก็ยื่นกระเป๋าใบใหญ่ให้คู่สนทนา ซึ่งเปิดดูและยิ้มอย่างพออกพอใจเมื่อเห็นธนบัตรเป็นปึก
“ไม่เป็นไรหรอก เล็กน้อย คุณพี่เป็นพวกโรแมนติคที่มีศรัทธาในรักแท้อยู่แล้ว” พูดด้วยรอยยิ้มพลางปิดกระเป๋าอย่างเริงร่า ขายเพื่อนบ้านไม่ได้ผิดกฎหมายนี่นา
“เป็นอย่างที่นายพูดจริงๆ หากฉันไม่ทำอะไร รายนั้นคงไม่หายงอนง่ายๆ หลายปีแล้วแท้ๆ” ทั้งที่ใบหน้ากำลังยิ้ม แต่ดวงตาไม่ได้ยิ้มตาม กลับดูเศร้าสร้อยมากกว่า“เอาน่า พรวันเกิดที่ขอไว้ตั้งหลายปีเป็นจริงแล้ว คิดอะไรมากมาย” คนมีอาวุโสกว่าตบไหล่ของอัลเฟรดเบาๆแทนการให้กำลังใจ “ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ต่อไปก็พยายามให้เต็มที่ล่ะ คุณพี่จะเอาใจช่วย”
“อืม ขอบใจ” นิ้วโป้งถูกชูขึ้นสูงขณะที่ชายหนุ่มขยิบตาข้างหนึ่งแทนการบอกให้วางใจได้เลย
“เออ เห็นทีคุณพี่ต้องกลับบ้านไปให้อาเธอร์กระทืบล่ะ โชคดีแล้วกัน” พูดทิ้งท้ายเสร็จก็โบกมือลา รีบร้อนจากไปในที่สุด แล้วก็เหลือเพียงเขา ในบ้านหลังใหญ่ ตุ๊กตาทหารทำจากไม้ที่ถูกซ่อนไว้หลังกรอบรูปถูกหยิบออกมามอง ไม่นานก็ยกขึ้นจรดริมฝีปากเบาๆ “ทำไมต้องเป็นฉันด้วย ฉันไม่ใช่พี่ชาย ไม่ใช่ครอบครัวด้วยซ้ำไม่ใช่รึไง” น้ำเสียงของผู้พูดอ่อนลงจนน่าใจหายคำถามยังวนเวียนในหัว และคำตอบก็เช่นกัน
เพราะเป็นมากกว่าพี่ชาย มากกว่าครอบครัว มากกว่าทุกอย่าง… เพราะเป็นคนที่สำคัญที่สุดในโลก... เป็นมาตั้งนานแล้ว แต่อีกฝ่ายไม่ยอมรับรู้สักที
แต่เขาไม่กล้าพูด ไม่ใช่เวลานี้ที่พวกเขายังกระอักกระอ่วนกันอยู่ หากพูดแล้วอาเธอร์อาจไม่มองหน้าเขาอีกชั่วชีวิตก็เป็นได้นับจากนี้จะไม่ยอมอยู่เฉยอีก เขาจะทำตามที่ฟรานซิสแนะนำ
หากอยากได้อะไร ก็ต้องหัดไขว่คว้า ไม่ใช่นั่งเฉยๆ เป่าเทียนวันเกิดและภาวนาขอให้ลอยมาหา เพราะมันไม่มีวันเป็นไปได้
ความปรารถนาของตนเอง ก็ต้องทำให้สำเร็จด้วยตนเอง...และคราวนี้จะไม่หนีไปไหนอีกแล้ว
แปะรูปกันบล็อคเบี้ยว
Navigator of Pirate