[APH Fan Fiction]US/UK My Ecstasy - Story 2
posted on 30 Aug 2009 21:48 by anonymouslycat in FanFictionWARNING: เนื้อหาในเอนทรี่นี้มีความเกี่ย;ข้องกับการ์ตูนเรื่อง Axis Power Hetalia ซึ่งจำลองตัวละครมาจากประเทศต่างๆ แต่ไม่ได้กล่าวถึงผู้คนหรือเหตุการณ์ในโลกความเป็นจริง ซึ่งบางท่านอ่อนไหวในเนื้อหา จึงจำต้องนั่งเทียนเขียนคำเตือนมาไว้ ณ ที่นี้ ว่าหากรับไม่ได้ จง ปิด ขอบพระคุณ แกร๊ย
WARNING2: เนื้อหาในเอนทรี่นี้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่าYAOIหรือชาย รัก ชาย จขบมิต้องการให้มีเกรียนเข้ามาคอมเมนท์อะไรก็ตามที่เป็นการตำหนิ ติเตียน ด่า YAOI หรือบางทีแค่ใส่ไอคอนโดยไม่พิมพ์อะไร ชื่อก็ไม่ทิ้งไว้ หากต้องการคอมเมนท์นิยายในแง่ของพล็อตหรือการใช้ภาษาจขบไม่ว่า แต่กรุณาอย่าตำหนิเรื่องที่มันเป็นYAOI เช่นนั้นแล้วผู้ใดก็ตามที่1. รับไม่ได้ 2.ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ไม่เข้าใจ กรุณาปิดบล็อคนี้ ไม่ต้องคึอมเมนต์อะไรทั้งนั้น ถือเสียว่าหลงเข้ามา ปิด ไป เถอะ
Prologue- http://anonymouslycat.exteen.com/20090830/aph-fan-fiction-us-uk-my-ecstasy-prologue
Story1- http://anonymouslycat.exteen.com/20090830/aph-fan-fiction-us-uk-my-ecstasy-story-1-2
Story2- http://anonymouslycat.exteen.com/20090830/aph-fan-fiction-us-uk-my-ecstasy-story-2
Story3- http://anonymouslycat.exteen.com/20090830/aph-fan-fiction-us-uk-my-ecstasy-story-3
Story2- Spare Key
เป็นวันสงบสุขหนึ่งวันในฤดูใบไม้ร่วง ที่อาเธอร์ เคิร์กแลนด์กำลังปั่นงานจนหัวหมุน ช่วงนี้งานเข้ามากมายเหลือเกิน ทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ แต่ชายชาติอังกฤษย่อมต้องสู้ไม่ถอยอยู่แล้ว ติดก็แต่...
“อาเธอร์~! มีของมาฝาก~” ...ไอ้บ้าที่ไม่รู้จักเวล่ำเวลา ชอบโผล่มาเวลาเขากำลังวุ่นวายอยู่เรื่อย แถมถือวิสาสะใช้กุญแจสำรองที่มักซ่อนไว้ใต้กระถางต้นไม้หน้าบ้านอีก
“จะมาทำไมบ่อยๆกันห๊ะ งานการไม่ทำรึไง” กล่าวอย่างหงุดหงิดกับคนที่เพิ่งเปิดประตูห้องทำงาน ดวงตาไม่ได้ละจากเอกสารบนโต๊ะ
“ก็มันแวะมาซื้อของแถวนี้พอดี เลยมาเยี่ยม” อยากถามกลับว่าเอ็งจะแวะมาอาทิตย์ละสองครั้งบางอาทิตย์ก็สามเลยเรอะ!? นึกอย่างหงุดหงิดในจังหวะเดียวกับที่อีกฝ่ายวางของฝากลงบนโต๊ะ คงไม่พ้นอาหารจำพวกแยมอย่างเคยละ “ฉันไม่กวนหรอกน่า นั่งดูทีวีอยู่ข้างล่างนี่แหละ ทำงานเสร็จแล้วมาคุยกัน สโคนในตู้เย็นกินให้หมดเลยนะ”สามเดือนมาแล้วที่อัลเฟรดมาเยี่ยมบ่อยๆ แรกๆแค่อาทิตย์ละหน หลังๆชักเริ่มหนัก อาทิตย์ละสอง และกำลังจะเพิ่มเป็นสาม พอมาถึงก็ชวนคุยเรื่องสัพเพเหระเรื่อยเปื่อย ชวนทะเลาะก็บ่อย จนไล่ตะเพิดกลับบ้านหลายที แต่ก็ยังมาหาเรื่อยๆ...
ปากบอกว่าเบื่อลุงแก่ๆอย่างเขา แต่ก็ยังมา... ปากบอกอาหารรสชาติห่วย แต่ก็ยังกิน แปลกคนจริงๆ
เมื่อกองงานลดไปครึ่งหนึ่งจึงวางปากกา เดินจากห้องทำงานที่เต็มไปด้วยชั้นหนังสือลงมายังห้องรับแขกซึ่งตกแต่งสไตล์ทันสมัยอย่างมีรสนิยมเบื้องล่าง ได้ยินเสียงโทรทัศน์จากห้องรับแขก พบว่าร่างใหญ่นอนสัปหงกหลับบนโซฟาทั้งที่ทีวียังเปิด
ความสัมพันธ์ของเขากับอัลเฟรดเพิ่งกลับเป็นปกติไม่กี่เดือนก่อน นับตั้งแต่ที่บอกว่าไม่ได้โกรธแล้ว หมอนั่นก็ชอบมาป้วนเปี้ยนที่บ้านตลอด...
เคยคิดว่าโดนเกลียด จึงพยายามเกลียดกลับ กระทั่งถูกช่วยจากการรุกรานของเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่สอง... เพราะฟรานซิสล้มไปแล้ว ในยุโรปจึงเหลือเพียงเขาที่จะต่อกรกับลุดวิกได้ แต่กลับพลาดท่าจนเกือบถึงชีวิต
ยังจำได้ดี ถึงแผ่นหลังกว้างและชายเสื้อแจ็คเกตสีน้ำตาลที่พุ่งเข้าขวาง ในจังหวะที่ลุดวิกกำลังจะลั่นไก
จะมาช่วยทำไม... ทั้งที่เกลียด... ไม่ใช่หรือ... เคยสงสัยนัก สุดท้ายที่ทำ... ก็แค่เพราะอยากเป็นฮีโร่สินะจนถึงทุกวันนี้หมอนั่นก็ยังยึดติดกับคำว่าฮีโร่ พยายามช่วยเหลือประเทศที่อ่อนแอกว่า แม้ว่าบางทีการช่วยเหลือทำให้สถานการณ์ยิ่งแย่ ก็ยืนกรานจะช่วย
ถึงบอกไงว่ายังเป็นแค่เด็กอมมือ... ต่างกับเขาที่เคยเป็นมหาอำนาจมานับร้อยปีก้มลงมองใบหน้าหลับใหลบนโซฟา เอื้อมมือลูบเรือนผมสีบลอนด์แผ่วเบา แม้จะถอนใจและส่ายหน้าเพราะไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรม แต่ยังคลี่ยิ้มอย่างเอ็นดูอยู่ดี
“บางทีฉันก็ไม่เข้าใจนายจริงๆ... อัลเฟรด”
อาทิตย์ต่อมา...
“ทำงานเสร็จแล้วเหรอ” ชายหนุ่มชาวอเมริกันกล่าวทั้งที่ขนมเต็มปาก
“ส่วนของวันนี้น่ะนะ... ว่าแต่มาวันนี้มีอะไรอีก” มองคู่สนทนาตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะถอนใจยาว นี่ก็ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ไม่รู้จักใส่เสื้อหนาๆ หากป่วยขึ้นมาแบบตอนGreat Depression ชาวบ้านจะพากันเดือดร้อนอีกหรอก“อ้อ มีเรื่องอยากเล่า รู้ไหมๆ นาซ่ามีแผนจะส่งหุ่นยนต์ขึ้นไปสำรวจดาวอังคารด้วย หากเจอเอเลี่ยนบนนั้นก็เยี่ยมไปเลยเนอะ” ฟังแล้วได้แต่ถอนหายใจ เรื่องไร้สาระล้วนๆ เขาไม่ได้สนใจการส่งเศษเหล็กออกไปนอกโลกด้วยซ้ำ หากจะมาพูดเรื่องนี้ไปคุยกับอีวานไม่ดีกว่าหรือไง
“มาบ่อยๆแบบนี้บอสไม่ว่าอะไรรึไง เห็นว่าทางนั้นกำลังยุ่งๆกับการเลือกบอสคนใหม่ไม่ใช่เหรอ” สิ้นสุดคำถาม คู่สนทนาหันมายิ้มร่า
“ฉันเคลียร์งานเร็วจะตาย อีกอย่าง ก็เพราะเป็นช่วงเลือกตั้งนี่แหละ บอสก็แค่เคลียร์งานที่ยังค้างๆอยู่ ส่วนผู้สมัครก็ต้องหาเสียงกันไป ฉันเลยพอมีเวลาหายใจน่ะ” พูดไปพลางก็ล้วงของบางอย่างออกมาจากกระเป๋าก่อนยัดใส่มือเขา “เอ้า อมยิ้ม! ทำงานหนักๆไม่ดีต่อสุขภาพนะรู้ไหม กินน้ำตาลซะมั่ง”“ช่วงนี้นายดูตัวใหญ่ขึ้นอีกรึเปล่าเนี่ย... อัลเฟรด” อาเธอร์กล่าวไปพลางก็จับจ้องยังเสื้อเชิ้ตที่เริ่มฟิตแน่นของอีกฝ่ายไปพลาง
“หา!! จะอ้วนขึ้นได้ไง ฉันออกกำลังกายทุกวันแล้วนะ” ชายหนุ่มพูดอย่างนึกตกใจ ซึ่งอาเธอร์ขี้เกียจจะแก้ไขว่าใหญ่ขึ้นในที่นี้ไม่ใช่อ้วนขึ้น ท่าทางที่กล้ามเนื้อขยายเพราะออกกำลังกายทุกวันสินะ“เอาเถอะ แล้วมาทำไมเนี่ย...” ก็ไม่อยากจะเอ็ดอะไรมากเพราะนี่เพิ่งจะสี่โมงเย็น เทียบกับงวดที่บุกมาตีสองแถมทำหน้ายิ้มแย้มไม่รู้เรื่องวันนี้ยังดีกว่า หลังจากอัลเฟรดโดนด่าเป็นชั่วโมงก็เริ่มมาเป็นเวล่ำเวลาขึ้น อาทิตย์ละสองครั้ง เสาร์กับพุธ สี่โมงเย็น
“หิวแล้ว” และจู่ๆก็เฉไฉเปลี่ยนเรื่องเสียเฉย “หาอะไรให้กินหน่อยสิอาเธอร์”
ฟังแล้วได้แต่ถอนใจยาว เดินไปคุ้ยเอาแฮมในตู้เย็นมาทำเป็นแซนด์วิชแบบง่ายๆ นี่เขาตามใจเด็กบ้าเกินไปจริงๆสินะ โตมาถึงได้ไม่มีมารยาท ชอบถือวิสาสะ ไร้ซึ่งวิจารณญาณพื้นฐานแบบนี้... พอเอาอาหารไปให้ปากบ่นห่วย ไม่อร่อย ก็กินจนเกลี้ยงจาน ก่อนจะเอาทีวีบ้านคนอื่นไปนั่งเล่นเกมไม่รู้จะทำอย่างไร ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก แต่กรณีเจ้านี่ดัดมันตั้งแต่ยังเล็กพอแก่กลับลืมหมด
สุดท้ายก็ปลงจึงได้เพียงนั่งทำงานต่อเงียบๆ กระทั่งสองทุ่มอัลเฟรดก็ กลับบ้าน เรียกว่ามาหาเป็นวงจรแปลกๆแบบนี้ได้หลายเดือนจนเริ่มชิน... ในวันรุ่งขึ้น... บนเก้าอี้สีขาวซึ่งตั้งอยู่ในสวนกุหลาบแดงบานสะพรั่งตกแต่งด้วยงานศิลปะรูปปั้นต่างๆ อาเธอร์นั่งจิบชาอย่างหงุดหงิดใจ ดวงตามองคู่สนทนาตรงหน้าซึ่งเป็นเจ้าของบ้านราวจะกินเลือดเนื้อ บ่นระบายอารมณ์ไม่ยั้งปาก“หมอนั่นกวนอยู่ได้ งานการถึงไม่เสร็จสักที” บ่นไปพลางก็จิบชาเอิร์ลเกรย์ที่นำมาเองจากบ้านไปพลาง ปกติเวลาเบื่อๆก็มักมาบ่นระบายอารมณ์กับไอ้บ้านข้างเรือนเคียงเสมอ แม้เป็นคู่กัดแต่บางทีก็เป็นผู้ฟังที่ดี
“อย่าใจร้ายกับเด็กมันนักเลยน่า ก็คงแค่คิดถึงแหละ” พอฟรานซิสพูดจบ ชาในปากแทบพุ่ง แต่เพราะเป็นสุภาพบุรุษชาวอังกฤษจึงต้องสำรวมกิริยา
“อย่าพูดอะไรหลอนๆตอนกำลังดื่มชาได้ไหมฟะไอ้บ้าไวน์” พูดจบก็หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับริมฝีปากเบาๆ“ฉันพูดจริงนา งานยุ่งขนาดนั้นยังอุตส่าห์ปลีกตัวมาหา หากไม่ใช่คิดถึงแล้วจะมาทำไม” คำกล่าวของเจ้าของบ้านทำให้อาเธอร์ขมวดคิ้วมุ่น ไหนหมอนั่นบอกว่าเพราะเป็นช่วงเลือกตั้งงานถึงไม่ค่อยเข้า
“หมายความว่าไงงานยุ่ง? มานั่งเล่นเกมบ้านคนอื่นเนี่ยนะงานยุ่ง”
“อ้าว นี่ไม่รู้อะไรเลยรึไง เรื่องเลือกตั้งน่ะ” ดวงตาคู่สนทนาเปิดกว้างเชิงประหลาดใจ คิ้วเลิกสูง “ช่วงนี้หมอนั่นยุ่งจะตาย ฉันได้ยินมาจากแมทว่าทำงานหามรุ่งหามค่ำแทบจะวันเว้นวัน”อาเธอร์เองก็ขมวดคิ้วบ้าง ไหนบอกว่าเพราะเลือกตั้งถึงมีเวลาหายใจไง
“แล้วลองคิดดู ยุโรปกับอเมริกามันใกล้กันขนาดไปเช้าเย็นกลับได้ง่ายๆที่ไหน แม้ว่าจะเดินทางด้วยเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวแถมบ้าเลือดขับมาเองก็เถอะ ก็ทำให้เสียเวลาเป็นชั่วโมงเหมือนกัน” หลังจากได้ยินฟรานซิสกล่าวเสริม สมองเริ่มไตร่ตรอง... ที่พูดนั่นก็จริง “จริงๆไอ้ที่นายบ่นยืดยาวนี่... หากไม่อยากให้มากวนขนาดนั้นก็เปลี่ยนที่ซ่อนกุญแจสำรองก็สิ้นเรื่องนี่... ทำไมไม่เปลี่ยนล่ะ?”
ประโยคสุดท้ายทำให้คนฟังถึงกับสะอึก สีหน้าแบบรอคำตอบของฟรานซิสยิ่งชวนหงุดหงิด ใบหน้าเริ่มออกสี ก่อนจะตะโกนลั่น
“เงียบไปเลยน่า!!”
ในวันเสาร์ของอาทิตย์นั้น...
“รบกวนด้วยนะลุงแก่” เสียงกวนประสาทที่ดังลั่นมาจากโถงทางเดินทำให้คิ้วหนากระตุกขึ้นน้อยๆ วันนี้เคลียร์งานเรียบร้อยรอเทศน์หมอนี่อยู่แล้ว แต่พออัลเฟรดเปิดประตูห้องทำงานเข้ามาก็สังเกตเห็นถึงแววเหนื่อยล้ากับใต้ตาที่เริ่มออกสีคล้ำบนใบหน้าหล่อเหลาหลังกรอบแว่นเหลี่ยม จึงยังไม่พูดอะไร
“อาหารอยู่ในตู้เย็น หากหิวก็กินไปก่อน เคลียร์งานเสร็จเดี๋ยวลงไป” พูดจบก็ยอมเดินออกไปแต่โดยดี ทิ้งให้เขานั่งนิ่งอยู่ในห้องทำงาน ซึ่งจริงๆไม่ได้ทำงานแต่อ่านหนังสือแก้เบื่ออยู่ต่างหากหลังจากนั่งรออยู่ประมาณสิบนาทีก็ค่อยๆย่องลงไปชั้นล่าง พยายามให้ไม่เกิดเสียงดัง เมื่อถึงหน้าห้องรับแขกก็แอบอยู่หลังกำแพง ชะเง้อดูภาพข้างใน แทนที่จะเห็นอัลเฟรดเล่นเกมแบบทุกที กลับเห็นงานเอกสารในมือใหญ่ เครื่องเล่นเกมก็ต่ออยู่หรอก แต่อีกฝ่ายนั่งดูงานพิมพ์คอมพิวเตอร์โน้ตบุคด้วยสีหน้าเคร่งเครียด สักพักโทรศัพท์มือถือก็ดัง ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่กดรับด้วยสีหน้าหงุดหงิด“ครับ... อเมริกาครับ... หืม เกิดปัญหา?... ว่าไงนะ จะปราศรัยวันนี้พรุ่งนี้อยู่แล้วยังไม่พร้อมอีกเหรอ... ตอนนี้ผมไปไม่ได้จริงๆครับ ติดธุระสำคัญ... เอาเป็นว่าสำคัญละกันครับ... งานนั่นเคลียร์เสร็จไปตั้งแต่เมื่อวานซืนแล้ว อยู่บนโต๊ะทำงานนั่นละ.... เท่านี้ก่อนละกันครับ ผมต้องทำรายงานสรุปการประชุมอีก” กล่าวจบก็วางสาย หันไปจดจ้องยังหน้าจอต่อ แต่ต้องผงะเมื่อหันกลับแล้วสบตาเข้ากับดวงตาสีเขียวดุ
“ไม่มีงานงั้นเรอะ?” น้ำเสียงเปล่งจากลำคอเป็นเชิงตำหนิ ยิ่งกอดอกก็ยิ่งสื่อว่าไม่พอใจหนัก
“อ้าว อาเธอร์ ทำงานเสร็จแล้วเหรอ” พยายามปั้นหน้ายิ้มปกติ แต่เสียใจด้วย คราวนี้หลอกเขาไม่ได้หรอก
“ต้องให้ฉันสอนอีกกี่ครั้งกี่หนถึงจะจำ” ไม่ได้ตะคอก ไม่ได้ขึ้นเสียง แต่แค่ท่ากอดอกก็ทำให้บรรยากาศโดยรอบตึงเครียดขึ้นอยากเห็นได้ชัด พอเห็นสีหน้าเศร้าของอีกฝ่าย อาเธอร์ก็ชักใจอ่อน แต่ต้องเตือนตนเองว่าหากไม่สอนตอนนี้ก็คงไม่จำ “ไม่ต้องมาที่นี่อีกจนกว่างานจะเสร็จ เข้าใจไหม ฉันจะเก็บกุญแจสำรองถึงมาก็ไม่ให้เข้าบ้าน”
“อาเธอร์!!” อัลเฟรดส่งเสียงประท้วง แต่เขาตัดสินใจแล้ว การบังคับให้ตั้งใจทำงานเป็นผลดีกับหมอนี่มากที่สุด จะว่าเผด็จการหรืออะไรก็ช่าง ขอบตาช้ำขนาดนั้นแล้ว ให้เอาเวลาที่มาวุ่นวายกับเขาไปนอนพักดีกว่า
“จนกว่าจะพ้นช่วงเลือก อย่ามาให้ฉันเห็นหน้า”
“โทรมาได้ไหม อีเมลหาก็ได้...” อีกฝ่ายยังพยายามอย่างสิ้นหวัง แค่เห็นสีหน้าแบบนั้นก็ใจอ่อน แต่ปากยังแข็งเหมือนเดิม
“ไม่ได้! หากไม่รีบไปก็ไม่ต้องมาให้ฉันเห็นหน้าอีก” รู้ว่าฟังดูโหดร้าย แต่ต้องทำ เหมือนทำโทษเด็กด้วยการตี หากไม่ทำโทษก็จะทำผิดซ้ำซาก
“ก็ได้...” เด็กโข่งจ๋อยลงถนัดตา เริ่มเก็บของ ก้มหน้านิ่งเหมือนน้อยใจ หลังจากใส่แจ็คเกตเรียบร้อยก็เดินไปยังประตูบ้าน ซึ่งเขาก็ใจดีพอเดินไปส่ง
“ฉันก็แค่... อยากชดเชย” กล่าวจบประตูไม้ก็ปิดลง ไม่ฟังแม้แต่คำลา ทิ้งให้ร่างแบบางได้แต่ยืนงุนงงกับถ้อยคำดังกล่าวชดเชย? หมายความว่าอย่างไรชดเชยน่ะ...อย่างไรเสียเขาก็ยังไม่เข้าใจเหตุผลที่อัลเฟรดชอบมากวนอยู่ดี... หรือจะเป็นอย่างที่ไอ้บ้าไวน์บอกกันนะ
.... คิดถึง....?
คิดแล้วก็พาลให้ใบหน้ายิ่งออกสีจัด สะบัดไปมาเพื่อสลัดความคิดให้พ้นหัว... คิดมากจริงจากนั้นก็อบสโคนตามปกติ เทส่วนผสมทั้งหมดลงชามและเริ่มตีคนให้เข้ากัน ทั้งในใจยังกังวลกับถ้อยคำสุดท้าย... เป็นแบบนี้ทุกที... ทำไปแล้วมานั่งกังวลทีหลัง แม้ทำด้วยความหวังดี
นี่เขาทำเกินไปหรือเปล่า โทรไปขอโทษดีไหม... แต่ทำแบบนั้นอัลเฟรดก็ไม่หลาบจำน่ะสิ พยายามเบนความสนใจของตนเองไปที่เรื่องอื่น วันเสาร์ทั้งที เขาน่าจะทำใจให้สบาย ดูทีวี หรืออะไรก็ได้...
เขาก็แค่เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้อัลเฟรด แบบที่ทำมาตลอด ก็ทำลงไปเพราะไม่อยากให้เสียสุขภาพ
แต่ทำไมภาพของดวงตาสีฟ้าที่ฉายแววอ้วนวอนคู่นั้น กลับไม่ยอมหายไปจากห้วงความคิดกันนะ
และแล้ววันพุธก็เวียนมาถึงอีกหน คราวนี้ตั้งแต่เช้ายันค่ำก็ไม่มีวี่แววว่าอัลเฟรดจะมา นึกว่าจะไม่ยอมเข็ดหลาบเสียอีก เขาเตรียมมาตรการรับมือไว้เต็มเหนี่ยว กุญแจสำรองเก็บกลับเข้ามาแล้ว ไหนจะเรียกช่างมาเสริมประตูบ้านให้แข็งแรงขึ้นไม่มาก็ดี นานๆทีหมอนี่จะทำตัวว่าง่ายสักหน เขาน่าจะดีใจสิ แต่ความรู้สึกโหวงเหวงในใจนี้หมายความว่าอย่างไรกัน…
จนกระทั่งผ่านไปหนึ่งเดือน...เขาตามข่าวเลือกตั้งบอสคนใหม่ของอเมริกาอย่างใจจดใจจ่อแทบติดขอบสนาม เช้ามาต้องเปิดทีวีดูช่องข่าวต่างประเทศ ตกเย็นก็เปิดทีวีดูข่าวภาคดึกดวงตาจับจ้องบนหน้าจอโทรศัพม์มือถือรุ่นใหม่ที่ช่วงนี้จ้องประจำจนเริ่มเบื่อ แต่ก็ไม่มีท่าทีว่าอีกฝ่ายจะโทรมา สักมิสคอลก็ไม่มี
นึกว่าจะมา.... ก็ไม่มา โทรหาสักหนก็ไม่มีแต่จะโทษใครได้ ก็ตัวเองไม่ใช่หรือไงที่บอกห้ามโทรห้ามเมลหาเขาได้แต่ถอนหายใจด้วยความระอาตนเอง กับสโคนที่อบมาแทบล้นตู้ เพราะช่วงหลังอบมากขึ้นเนื่องด้วยมีคนช่วยกินจนเกลี้ยง พอคนที่ว่าหายไปเลยเหลือน่ะสิ เมื่อไรอัลเฟรดจะกลับมาเคลียร์ตู้เย็นให้เขาสักที... ใช่... หมอนั่นมีประโยชน์แค่นั้นละ แต่ถึงอย่างไร... ทำไมกันนะ... กลับรู้สึกอยากเห็นหน้า แขนทั้งสองกอดรัดหมอนใบใหญ่บนโซฟาไว้แน่น ขณะที่ตาจับจ้องไปยังทีวีจอแบนรุ่นล่าสุด ก่อนเบือนกลับมองมือถือในมือการเลือกตั้งก็ประกาศผลวันนี้เย็นแล้วนี่นา... ก็น่าจะมาได้แล้ว ทำไมป่านนี้ยังไม่มา
คิดไปพลางก็ขมวดคิ้วไปพลาง ก่อนกดปิดทีวีแล้วเอนตัวลงนอน พลิกไปมากระสับกระส่ายทั้งยังกอดหมอนใบโตอยู่แบบนั้นสามอาทิตย์ที่ผ่านมาในวันพุธและเสาร์เขามองนาฬิกาแขวนฝาผนังไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง กระวนกระวายกระสับกระส่าย ว้าวุ่นจนทำงานไม่ได้ ทั้งที่การที่หมอนั่นไม่มาควรเป็นเรื่องดี... แต่ทำไมกลับรู้สึกแย่ ก็เขาไม่ให้มาเองไม่ใช่เหรอ
พอเผลออยู่ว่าง ก็เหม่อนึกถึง... อาการแบบนี้เขาเรียกว่าคิดถึงหรือเปล่านะนั่งคิดสักพักก็นึกอะไรได้ ดีดตัวผลุงขึ้นจากเก้าอี้ยาวทันที
จริงสิ.... ยังมีวิธีนี้อยู่นี่นา
“พรุ่งนี้จะได้บอสคนใหม่แล้วนะโจนส์ ขอบคุณสำหรับสี่ปีที่ผ่านมา” เขายิ้มรับคำของบอส ก่อนตอบกลับ
“ด้วยความยินดีที่ได้รับใช้ครับบอส” ไม่นานหลังจากนั้นก็ขอปลีกตัวกลับบ้าน ช่วงหลังมานี่เขาไม่ค่อยค้างที่ทำเนียบเท่าไรนัก แม้จะขอค้างได้ก็เถอะ อากาศยามดึกฤดูใบไม้ร่วงช่างหนาวนัก แม้ยังไม่ถึงขั้นเป่าลมหายใจออกมาเป็นไอขุ่นก็หนาว ชายหนุ่มกระชับเสื้อแจ็คเกตคู่ใจก่อนออกวิ่ง ใจนึกไปถึงบางคนที่ไม่ยอมให้เขาเจอหน้าจนกว่าจะเสร็จงานเลือกตั้ง พรุ่งนี้ก็ได้เจอแล้วคิดไปก็ยิ้มกับตัวเองไปพลาง ไม่รู้ว่าป่านนี้เป็นอย่างไรบ้าง จะคิดถึงเหมือนเขาบ้างไหม ทั้งๆที่หากเป็นไปได้อยากเจอหน้าทุกวันด้วยซ้ำ
การแยกตัวออกมาครั้งนั้นทำให้อาเธอร์เจ็บปวดมาก เขารู้ดี รู้ทุกอย่างจาก ฟรานซิส... ซึ่งเขาเองก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน... จึงอยากเจอกันให้นานขึ้น บ่อยขึ้น เพื่อชดเชยเวลาที่เสียไป
ตั้งแต่จำความได้ อาเธอร์คือทุกสิ่งทุกอย่าง แทบจะเป็นโลกทั้งใบที่รู้สึกว่าหากขาดไปอาจอยู่ไม่ได้ ทั้งที่ได้รับความเอ็นดูมาก แต่ก็อยากได้รับการยอมรับ จึงคิดว่าต้องอยู่ให้ได้ด้วยตนเอง หากเอาแต่พึ่งอีกฝ่ายก็จะไม่มีวันโต...
เพราะตอนนั้นยังเด็ก จึงไม่เข้าใจถึงความรู้สึกปั่นป่วน เจ็บปวดปนหงุดหงิดทุกครั้งที่ถูกจ้ำจี้จ้ำไช ทำอย่างกับตัวเองเป็นแม่...
ได้รับความรักมากมาย แต่โมโห ที่ไม่ใช่รักในแบบที่ตนต้องการ อึดอัด จนอยากได้รับอิสรภาพ หนีจากความรักในแบบที่ตนไม่ต้องการ ทั้งที่เป็นห่วงและคิดถึง ก็ต้องหักห้ามใจไม่ไปหา ไม่ได้ล่วงรู้เลยว่าการกระทำครั้งนั้นได้สร้างบาดแผลให้คนที่สำคัญที่สุดตอนนี้อาเธอร์อาจไม่ใช่โลกทั้งใบแล้ว เพราะโลกจริงๆกว้างใหญ่กว่านั้น... แต่ยังสำคัญที่สุด ไม่มีวันเปลี่ยนท้องถนนยามดึกในกรุงวอชิงตันดีซียังมีรถอยู่บ้าง แต่ไม่ได้แน่นขนัดเหมือนในนิวยอร์ค
หลังจากเดินตัดหัวมุมถนนไปอีกไม่กี่บล็อคก็ถึงบ้าน หยิบกุญแจจากกระเป๋ากางเกงออกมาไขพลางหาวอย่างง่วงงุน ช่วงนี้คงทำงานหนักไปอย่างที่แมทธิวว่า
“กลับดึกจริงนะ” ตอนแรกที่ได้ยินเสียงทุ้มน่าฟัง นึกว่าตนหูฝาดเอง แต่พอเดินเข้าไปเห็นร่างที่กางหนังสือพิมพ์อ่านอย่างสบายอารมณ์บนโซฟาตัวเก่า ‘ไร้รสนิยม’ของเขา ก็รู้ทันทีว่าไม่ใช่ภาพลวงตา
เขาอาจกำลังยิ้มอย่างโง่ๆ แต่จะดูโง่ งี่เง่า บ้า หรืออะไรก็ช่าง ความรู้สึกดีใจแทบล้นอก
“อาเธอร์... มาได้ไงน่ะ” ได้ยินคำถามเจ้าของชื่อก็พับหนังสือพิมพ์เก็บก่อนยักไหล่
“เครื่องบินไง นี่บ้านนายไม่มีชาดีๆเก็บไว้มั่งรึ เปิดดูมีแต่เบียร์ โค้ก กับกาแฟกระป๋อง ไร้รสนิยมสิ้นดี” คำสบประมาทแกมประชดประชัดแบบนี้ล่ะที่เขาคิดถึงนักหนา “หากอยากรู้ว่าเข้ามาได้ไงก็กุญแจสำรอง ใครใช้ให้นายซ่อนไว้ใต้กระถางล่ะ ไอ้พวกชอบเลียนแบบ”
“แล้วนี่มาทำไม นายบอกจะไม่ยอมพบฉันจนกว่างานจะจบนี่... กว่าบอสใหม่จะได้ตำแหน่งอย่างเป็นทางการก็พรุ่งนี้นะ” คำถามทำให้ดวงตาสีเขียวเฉหลบทันที ก่อน พึมพำเบาๆ
“ฉันบอกไม่ให้นายมาหา ไม่ได้หมายความว่าฉันไปหานายไม่ได้ ก็ไม่ได้เป็นห่วงอะไรนักหรอกนะ แค่จะมาบอกไอ้เด็กบ้าแบบนายว่าอย่าทำงานหนักเกินไป หากล้มป่วยแบบตอนGreat Depressionชาวบ้านจะลำบากกันทั่ว” พูดแล้วก็ใช้นิ้วถูจมูก กล่าวปฏิเสธดักคอชัดเจนก่อนได้ถามเสียอีก
ก็ไอ้จุดที่ปากไม่ตรงกับใจนี่ละที่น่ารัก รู้สึกว่าตนเองต้องทำสีหน้าที่ดูยิ่งงี่เง่ากว่าเดิมอยู่แน่นอน
“ฉันไม่ป่วยหรอก แข็งแรงจะตายไป เห็นไหม”
ไม่พูดเปล่าถอดแจ็ดเก็ตก่อนจะถลกแขนเสื้อ แสดงให้เห็นถึงกล้ามเนื้อที่ได้มาจากการออกกำลังกายบ่อยๆซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้เขากลุ้มอกกลุ้มใจ เพราะช่วงหลังแรงเยอะเกินไปจนทำของพังไปหลายชิ้น และอีกเรื่องที่น่ากลุ้มคือสีหน้าหวาดกลัวของอาเธอร์นี่ละ
“เออ... แล้วก็นะ ฉันตั้งใจจะมาบอกอะไรนายด้วย” ใบหน้านั้นเชิดขึ้นสูง ก่อนกล่าวต่อ เหมือนจะภูมิใจมาก “ทำได้ดีมากอัลเฟรด เอ้านี่ รางวัล”
พูดจบวัตถุแข็งๆทำจากเหล็กชิ้นหนึ่งก็ถูกยัดเข้ามาในมือเขา พอดูดีๆก็พบว่ามันคือกุญแจสำรองของอาเธอร์
“แต่ให้แล้วก็ไม่ได้หมายความว่านายจะมากวนได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงหรอกนะ” กล่าวเสริมในวินาทีต่อมา“หมายความว่าไปหาได้แล้วใช่ไหม” แทบจะหุบยิ้มไว้ไม่อยู่ ดึงร่างตรงหน้าเข้ามากอดรัดแน่น ส่งผลให้เลือดสูบฉีดขึ้นแก้มของคนโดนกอด
“กะ... ก็ได้ แต่ต้องรู้จักแบ่งเวลา หากงานยุ่งก็ไม่ต้องมา” มือทั้งสองพยายามยันกายเขาไว้ แต่ไม่ยอมปล่อยหรอก จะคิดว่ากอดแบบพี่ชาย-น้องชายก็ช่างปะไร“อืม ฉันสัญญา” แทบจะกระโดดโลดเต้นร้องแรพด้วยความยินดี แต่ต้องพยายามเก็บอาการไว้
“ยะ... อย่าได้ใจนักล่ะ ที่ฉันให้นายไปเพราะสโคนล้นตู้เย็นต่างหาก... นายไม่มาเลยไม่มีคนช่วยกิน” เป็นข้ออ้างที่ฟังดูไม่สมเหตุสมผลที่สุดตั้งแต่ที่ได้ฟังมา แต่ก็ยังหัวเราะชอบใจ
“สโคนรสชาติห่วยๆนั่นน่ะเหรอ ได้เสมอ” ใช่... ไม่ว่าจะห่วยอย่างไรก็จะกินให้หมด อย่างไรเสียคนที่รับรสชาติอาหารของอาเธอร์ได้ในโลกนี้คงมีแต่เขาเท่านั้น และก็ภูมิใจกับข้อเท็จจริงที่ว่าด้วย
ก็เพราะเป็นคนสำคัญไงล่ะ ต่อให้ต้องกินสโคนอีกเยอะเท่าไหร่... ก็ยอม
....
ปล.
กันบล็อคเบี้ยวด้วยไอ้รูปนี้แหละ= ='
Navigator of Pirate