FanFiction

A Valentine's Mutiny> http://anonymouslycat.exteen.com/20080311/entry นี่คือภาคแรก....

 

เชิญอ่านภาคแรกก่อนเพื่อให้เข้าใจซึ้งถึงศิลปะความรั่วนะเคอะ

 

มอบให้นังตูด ญาติบ้าที่รีเควสอะไรไม่เข้าท่าเลยสักนิด

 

เคมปาจิ เบียคุยะ

 

คู่นี้แกคิดขึ้นมาได้อย่างไร ตูด...

 

ว่าแล้ว เราก็มาเริ่มภาคสอง

 

 A White Day’s Mutiny 

                ท้องฟ้าวันนี้ก็สดใสเฉกเช่นทุกวันในเซเรย์เทย์ สายลมอ่อนพัดเอื่อยชวนให้จิตใจสงบ ทุกคนใช้ชีวิตกันตามปกติ ทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง จะเว้นไว้ก็แต่...

 

                เคมจางงง~!!!” เด็กหญิงตัวเล็กเจ้าของผมสีชมพูสดใสกระโดดขึ้นเกาะหัวของเจ้าของชื่อทันที

                อะไร ยาจิรุ ซึ่งท่านหัวหน้าหน่วยพิทักษ์ที่สิบเอ็ดก็ขานรับด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย

                รู้ไหมวันนี้ วันอะไรเอ่ย?” เป็นคำถามที่ทำให้เขากลอกตาขึ้นฟ้าอย่างเหนื่อยใจ

                สิบสี่มีนา หัดดูปฏิทินซะมั่งเจ้าน่ะ

                ปิ๊งป่อง!! ถูกต้องจ้า! แล้วสิบสี่ มีนามันวันอะไร เสียงใสยังคงถามต่อขณะที่ร่างสูงเดินตรวจตาไปเรื่อยเปื่อย

                จะไปรู้เรอะ ตอบอย่างไม่ยี่หระพลางสอดส่องสายตาไปโดยรอบ ในใจแอบหวังลึกๆว่าจะมีตัวประหลาดอะไรสักอย่างมาบุกเซเรย์เทย์ เขาจะได้ฝึกฝีมือล้างดาบด้วยเลือดเสียบ้าง

                ไวท์เดย์งาย! อะไรกัน เคมจังขี้ลืม อย่างนี้ก็สงสารเบียคุงแย่เลย ร่างเล็กบุ้ยปากอย่างไม่พอใจ

                หา? ไวท์เดย์!?”

                อะไรกัน เคมจังลืมไปแล้วเหรอว่าไวท์เดย์เป็นวันที่ผู้ชายต้องให้ช็อคโกแลตตอบแทน!! เมื่อวันวาเลนไทน์เบียคุงให้ช็อคโกกับเคมจัง วันนี้เคมจังก็ต้องเอาไปให้กลับตามมารยาทสิ!!” คำกล่าวทำให้ใบหน้าของผู้ฟังถอดสีซีด

                เอ่อ... ยาจิรุ... นั่นมัน

                แต่ไม่เป็นไรหรอกเคมจัง!! ยยัจจี้รู้อยู่แล้วว่าเคมจังต้องลืมเลยเตรียมมาให้!” เสียงแจ๋นแสบเก้วหูกล่าวขึ้นอย่างเริงร่าพลางชูกล่องรูปหัวใจห่อกระดาษสีน้ำเงินประดับโบว์ฟ้าที่ถูกร้อยด้วยการ์ดใบเล็กขึ้นสูง

 

                เฮ้ย...

 

                มันไม่ใช่อย่างที่เจ้าคิด....นะ...ยาจิรุ...แต่เหมือนรองหัวหน้าหน่วยของเขาจะไม่ฟังอะไรซะแล้ว เพราะอีกไม่กี่วินาทีต่อมากล่องที่ว่านั่นก็ถูกยัดเข้ามือหนาทันที

                อ๊ะ! ถึงเวลาต้องไปประชุมแล้วนี่นา! ไปก่อนนะเคมจัง!! อย่าลืมเอาไปให้เบียคุงล่ะ!” กล่าวเสร็จก็ไม่ฟังอะไรอีก รีบบึ่งไปตามทางเดินทันที ทิ้งให้ท่านหัวหน้าหน่วยได้แต่ยืนมองไล่หลัง คำแก้ตัวค้างอยู่ในลำคอ

 

                เวรเอ๊ย!!!

                 ว่าแล้วดวงตาข้างที่ไม่ได้ถูกผ้าปิดก็เลื่อนลงมองของในมืออย่างกลัดกลุ้ม 

                ... แล้วจะทำยังไงกับไอ้กล่องบ้านี่ดี

 

                ว่าไงครับหัวหน้า!!” และคำตอบของคำถามในห้วงความคิดเมื่อครู่ก็ปรากฏขึ้นมาทันทีเมื่ออิกคาคุเดินมาทักทาย

                มาได้จังหวะพอดีเลย... อิกคาคุ ฝากเอาไอ้นี่ไปทิ้งที ข้าไปล่ะ ว่าแล้วก็ยัดกล่องรูปหัวใจเข้ามือของลูกน้อง และใช้วิชาก้าวพริบตาเผ่นไปอย่างรวดเร็ว

                เอ๋... เฮ้ย ทิ้งให้โป๊งเหน่งของเราได้แต่ยืนงงอยู่อย่างเดียวดาย ...อะไรของเขานะ

 

            และหลังจากยืนเกาหัวแกรกอยู่เนิ่นนานก็ถอนหายใจยาวและยักไหล่ มุ่งหน้าไปยังร้านเหล้าต่อทันที

 

                อ้าว คุณอิกคาคุ!” จู่ๆมือหนึ่งก็มาแตะที่ไหล่ และเมื่อเขาหันหลับไปก็ต้องพบกับรองหัวหน้าหน่วยหก อาบาราอิ เร็นจิ

                ไงเร็นจิ วันนี้ว่างเรอะ เขากล่าวทักทายอีกฝ่ายอย่างเคย

                ครับ เพิ่งเคลียร์งานเสร็จ ว่าจะไปหาเหล้าดื่มอยู่พอดี

            เออ ดี งั้นไปด้วยกันเลย ว่าแต่... ช็อคโกแลตที่เขาฝากทิ้งล่ะโป๊งเหน่ง? 

....

 

หนึ่งชั่วโมง... ต่อมา...

 

                ไม่มีผมแล้วมานผิดตรงหนายฟะ!!” เสียงพูดฟังแทบไม่รู้ภาษาถูกกล่าวออกมาดังลั่น อิกคาคุที่ดื่มไปแล้วสิบกว่าขวดรินสาเกใส่ถ้วย และกรอกของเหลวสีใสลงคออีกอึกใหญ่ ทั้งมัตสึโมโตะ ทั้งยาจิรุ เรียกข้าว่าโป๊งเหน่งกันหมด!!”

                เอ่อ... เร็นจิที่ยังไม่เมาเท่า และไม่รู้จะพูดอะไรเพื่อปลอบใจได้แต่นั่งจิบสาเกของตนอย่างเงียบๆ

                ถึงข้าไม่มีผม!! แต่ข้าก็มีหัวใจนะว้อยยย!!”

                เอ่อ... ครับ... เร็นจิรับคำอย่างเงียบๆ

                เอาวะ! ถึงข้าไม่มีผมแต่ก็มีคิ้ว!! แล้วเจ้าล่ะเร็นจิ ไม่เจ็บปวดใจบ้างรึงายที่โดนด่าว่าไม่มีคิ้ว แลหลังจากนั้นชายหนุ่มผมแดงก็ไม่ได้กล่าวอะไรอีก

 

                ขันติไว้... ขันติ... อย่าถือคนบ้า... อย่าว่าคนเมา... อย่าเชือดไอ้โป๊งเหน่งปากหมา

 

                โว๊ย ข้าปายดีกว่า ขอบใจนะไอ้น้อง แกนี่เป็นเพื่อนก๊งที่เยี่ยมไปเลยว่ะ ว่าแล้วเขาก็กระแทกค่าเหล้าลงกับโต๊ะไม้ และเดินโซซัดโซเซตุปัดตุเป๋ไปยังทางออกทันที ทำให้เร็นจิอดเป็นห่วงไม่ได้ว่าอีกฝ่ายจะกลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพหรือไม่

 

                แต่แล้วดวงตาก็เหลือบไปเห็นของชิ้นหนึ่งบนโต๊ะไม้ที่วางอยู่ข้างๆเงินที่อิกคาคุทิ้งไว้ เป็นกล่องรูปหัวใจสีน้ำเงินผูกด้วยโบว์สีฟ้า อีกทั้งยังมีการ์ดแบบพับครึ่งใบเล็กๆเขียนไว้ว่าเบียคุง ด้วยลายมือหวัดๆ

 

                คุณอิกคาคุครับ!! คุณลืม... ยังไม่ทันที่จะได้จบประโยคก็พบว่าอีกฝ่ายได้หายไปลับสายตาเสียแล้ว

 

                แล้วจะเอายังไงดีล่ะเนี่ย... เขาจำได้ว่ายาจิรุมักจะเรียกหัวหน้าหน่วยคุจิกิว่าเบียคุงบ่อยๆ... เบียคุงนี่คงเป็นหัวหน้าหน่วยคุจิกิมั้ง

 

                คิดเสร็จก็ยักไหล่ และเก็บกล่องนั้นเข้ากระเป๋า

 

                งั้นเอาไปส่งให้แทนแล้วกัน... เขานี่ช่างเป็นคนดีสมกับเป็นพระเอก[ซะเมื่อไหร่]จริงๆ

คิดเสร็จก็วางเงินลงบนโต๊ะไม้และมุ่งหน้าออกจากร้านไปเช่นกัน...

 ............  

                เสียงนกร้องที่มาพร้อมกับสายลมเอื่อยทำให้เปลือกตาสีอ่อนต้องปิดลงเชื่องช้า เขาได้ยินเสียงน้ำไหลจากกระบอกไม้ไผ่ในสวนหลังบ้าน เสียงใบไม้กรอบแกรบกระทบกันเพราะสายลม

 

                ช่างสงบสุขจริงๆ

 

                คุจิกิ เบียคุยะ ชื่อเล่น เบียคุง หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ที่หก กำลังนั่งจิบชาอยู่บนระเบียงบ้าน เนื่องจากงานในวันนี้ได้ทำเสร็จหมดแล้วจึงเหลือเวลามานั่งชมวิวอย่างสบายอกสบายใจ

 

                แต่ความสงบนั้นกำลังจะถูกทำลายลง... เพราะ

 

                หัวหน้าครับ มีคนฝากของมาให้ครับ ...เร็นจิ

 

                เบียคุยะเปิดเปลือกตาขึ้นอย่างไม่พอใจ มือข้างหนึ่งถูกยื่นไปข้างๆ เขาไม่ได้เอ่ยอะไรกับรองหัวหน้าหน่วยของตนที่วางวัตถุชิ้นหนึ่งลงมา

 

            เอ่อ... ข้าไปก่อนนะครับ กล่าวเสร็จเร็นจิก็หายไปจากในบริเวณแทบจะในทันทีเพราะรังสีอาฆาตที่ชายหนุ่มอีกคนปล่อยออกมา

 

                เขาพินิจมองวัตถุแปลกประหลาดชิ้นนั้นด้วยแววฉงน คิ้วสีดำขมวดมุ่นจนแทบจะชิดกัน

 

                ขยะ?

 

                มืออีกข้างเอื้อมไปหยิบการ์ดพับครึ่งแผ่นเล็กที่เขียนจ่าหน้าไว้ว่าเบียคุงขึ้นมาดู และค่อยๆคลี่เปิดเพื่ออ่านข้อความข้างในที่เหมือนว่าลายมือจะเปลี่ยนไปในทุกประโยคที่เขียน

 

                ถึงเบียคุง!

เคมจังรักเบียคุงที่สุดเลย! เบียคุงเปรียบเหมือนแสงแดด แสงตะวัน และแสงจันทร์สำหรับชีวิตของข้า หากไม่มีเบียคุงแล้วข้าคงมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้ ข้ารักเจ้า รักจนเกินจะเอ่ย รักจนอยากจะจับเจ้ามัดแล้วขังไว้ในใจไปตลอดกาล หากชาติหน้ามีจริงข้าอยากจะเกิดมาคู่กับเจ้าเหมือนแมลงวันคู่กับก้อนอึ

รักเสมอ... เคมจัง

  

………………. เงียบ.............................. และก็ยังคงเงียบ................................. และก็เงียบต่อไป

 

                ในที่สุดก็เลิกเงียบเมื่อชายหนุ่มลุกขึ้นยืน กระชับด้ามดาบเซ็มบ้งซากุระคู่ใจไว้แน่น ก่อนจะก้าวเดินฉับๆออกจากบริเวณระเบียงบ้านทันที

                อ้าว จะไปไหนครับคุณชาย พ่อบ้านซึ่งเดินสวนทางมาเอ่ยถาม

                ..... ฆ่าคน กล่าวเสร็จคุณชายเจ้าของบ้านก็ใช้วิชาก้าวพริบตาจากไป

           

……………

 

ในเขตหน่วยพิทักษ์ที่สิบเอ็ด...

 

            นี่!! เคมจัง มิจจี้ มาเล่นเกมกันเถอะ!!” ยาจิรุที่เพิ่งกระโดดเข้ามาในโรงฝึกตะโกนลั่น ทำให้เคมปาจิและยูมิจิกะพร้อมใจหันมองเจ้าของเสียง

                หา?”

                รันงิคุเพิ่งเพิ่งสอนเกมใหม่มาแหละ!! เคมจังต้องชอบแน่ๆ!” แม่ตัวเล็กกล่าวอย่างเริงร่า

                เกมอะไรล่ะ

                เขาเรียกกันว่าTruth or dare!!” สิ้นสียงใส ก็หลงเหลือเพียงความเงียบงันและงุนงง จนกระทั่งยูมิจิกะเอ่ยทำลายความเงียบในที่สุด

                ตู๊ดๆอะไรนะ?”

                ไม่ใช่ตู๊ดๆ! Truth or Dareต่างหาก!! มันเป็นเกมทดสอบความแน่ ก็คือคนในวงจะผลัดกันท้าให้อีกฝ่ายทำอะไรก็ได้ หรือพูดความจริงอะไรก็ได้ หากคนที่โดนท้าให้ทำหรือให้พูดไม่ยอมทำตามนั้นจะถือว่าเป็นไอ้ขี้ขลาด!”

                ได้ยินดังนั้นเคมปาจิจึงค่อยๆแสยะยิ้มกว้างไอ้เกมทดสอบกึ๋นแบบนี้ล่ะของถนัดของเขาอยู่แล้ว!!

                น่าสนใจดีนี่... ก็ได้... มาเล่นกัน! เจ้าด้วยยูมิจิกะประโยคหลังกล่าวให้กับคนที่กำลังคิดจะย่องหนี

                อะแหะๆ... ข้าว่าจะไปเรียกคนในหน่วยคนอื่นๆมาเล่นด้วยน่ะครับ คนที่กำลังคิดจะชิ่งรีบกล่าวแก้ตัวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม... ที่ไม่จริงใจเลยสักนิด                เออ ก็ดี งั้นเจ้าก็ไปเรียกมาสิ รออะไรอยู่!”

                ครับๆ!!”

 

สิบนาทีผ่านไป...

 

                เหล่าสมาชิกในหน่วยพิทักษ์ที่สิบเอ็ดต่างนั่งล้อมวงกันเพื่อรอเล่นเกมอะไรสักอย่างที่รองหัวหน้าหน่วยของพวกเขาจัดขึ้น ซึ่งก็ไม่มีใครเต็มใจจะมาเท่าไรนักหรอกเพียงแต่เกรงว่าหากไม่มาจะโดนหัวหน้าหน่วยของตนเชือดปาดคอเอาจึงต้องจำใจมาอย่างเลี่ยงไม่ได้

               

                เอาล่ะ งั้นยัจจี้จะเริ่มแล้วน๊า!!” ยาจิรุกล่าวอย่างเริงร่าให้กับสมาชิกที่ทำหน้าเซ็งกับเป็นแถบ คนแรก!! เคมจัง!!จะเลือกความจริงหรือจะปฏิบัติ

                หึ.... ปฏิบัติอยู่แล้ว คนพูดแสยะยิ้มอย่างไม่เกรงกลัวเลยสักนิด

                งั้น ยัจจี้อยากให้เคมจังตะโกนดังๆว่า.... เคมจังรักเบียคุงที่สุดในโลก!!!’” แต่เพียงสิ้นคำนั้น... คนเก่งของเราก็หน้าถอดสีโดยทันที

                เอ่อ... ข้าว่าไม่ดีมั้งยาจิรุ ท่านหัวหน้าหน่วยอ้ำอึ้ง

                เคมจังขี้ขลาด!! ขี้ขลาดที่สุด!!” เด็กหญิงยังคงไม่ยอมแพ้ กอดอกพลางส่งสายตาไม่พอใจมาให้หัวหน้าหน่วยของตน

 

                เวร... แล้ว...สิ

 

                แถมนี่ยังต่อหน้าสมาชิกหน่วยสิบเอ็ดทั้งหน่วย หากเขาไม่กล้าเล่นเกมงี่เง่านี่... ทุกคนก็จะมองเขาว่าเป็นไอ้ขี้ขลาด

 

                ไม่!! ซาราคิ เคมปาจิไม่ใช่ไอ้ขี้ขลาดอย่างแน่นอน และเขาจะต้องพิสูจน์ความกล้าหาญให้ทุกคนรู้!!

 

                ก็ได้... ชายหนุ่มฉีกยิ้มเจื่อน

                งั้นก็เอาเลยสิ ทุกคนรอฟังอยู่นะ

 

                เขาสูดลมหายใจเข้าลึก เหงื่อเย็นเยียบไหลลงตามต้นคอ

 

                มันก็แค่เกม ทุกคนในนี้ก็รู้ แล้วคงไม่มีไอ้บ้าหน้าไหนกล้าเอาออกไปโพทะนาข้างนอกนี้... ใช่... ไม่ได้จะพูดให้ตัวจริงฟังสักหน่อย

 

                คิดแล้วก็สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ก่อนจะกังวานเสียงลั่น

 

                ข้ารักเบียคุงที่สุดในโลก!!”

                 และสิ้นเสียง ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่ประตูโรงฝึกถูกเลื่อนเปิดอย่างรุนแรง... และเผยให้เห็น... คุจิกิเบียคุยะ... ท่าทางโกรธจัด...กับเซ็มบ้งซากุระที่ปลดปล่อยสวัสดิกะแล้ว 

                เฮ้ย... เวร

 

                แก... ตาย ผู้มาใหม่กล่าวด้วยน้ำเสียงแน่นิ่ง ทว่าเย็นเยียบ และน่าขนลุกยิ่งนัก

 

                แล้ววันนี้.... ก็เป็นวันที่สงบสุขอีกวัน... ในเซเรย์เทย์... วันที่ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าใส ต้นไม้แต่งแต้มด้วยใบเขียว ผืนน้ำใสไหลเอื่อยพร้อมสายลมเย็นสบาย.... และผืนดิน ถูกย้อม... ด้วยสีเลือด

 จบเห่... เอวัง