FanFiction

[APH Fan Fiction]US/UK My Ecstasy - Story 3

posted on 30 Aug 2009 21:49 by anonymouslycat  in FanFiction

WARNING: เนื้อหาในเอนทรี่นี้มีความเกี่ย;ข้องกับการ์ตูนเรื่อง Axis Power Hetalia ซึ่งจำลองตัวละครมาจากประเทศต่างๆ แต่ไม่ได้กล่าวถึงผู้คนหรือเหตุการณ์ในโลกความเป็นจริง ซึ่งบางท่านอ่อนไหวในเนื้อหา จึงจำต้องนั่งเทียนเขียนคำเตือนมาไว้ ณ ที่นี้ ว่าหากรับไม่ได้ จง ปิด ขอบพระคุณ แกร๊ย

WARNING2: เนื้อหาในเอนทรี่นี้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่าYAOIหรือชาย รัก ชาย จขบมิต้องการให้มีเกรียนเข้ามาคอมเมนท์อะไรก็ตามที่เป็นการตำหนิ ติเตียน ด่า YAOI หรือบางทีแค่ใส่ไอคอนโดยไม่พิมพ์อะไร ชื่อก็ไม่ทิ้งไว้ หากต้องการคอมเมนท์นิยายในแง่ของพล็อตหรือการใช้ภาษาจขบไม่ว่า แต่กรุณาอย่าตำหนิเรื่องที่มันเป็นYAOI เช่นนั้นแล้วผู้ใดก็ตามที่ 1.รับไม่ได้ 2.ไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่ามันคืออะไร  กรุณาปิดบล็อคนี้ ไม่ต้องคอมเมนต์อะไรทั้งนั้น ถือเสียว่าหลงเข้ามา ปิด ไป เถอะ 

LINKS: 

Prologue- http://anonymouslycat.exteen.com/20090830/aph-fan-fiction-us-uk-my-ecstasy-prologue

Story1- http://anonymouslycat.exteen.com/20090830/aph-fan-fiction-us-uk-my-ecstasy-story-1-2

Story2-  http://anonymouslycat.exteen.com/20090830/aph-fan-fiction-us-uk-my-ecstasy-story-2

Story3- http://anonymouslycat.exteen.com/20090830/aph-fan-fiction-us-uk-my-ecstasy-story-3

 

 

เสียงฮัมเพลงJingle Bellเบาๆดังจากบริเวณครัว สโคนเพิ่งปั้นเสร็จถูกวางในเตาอบอย่างระมัดระวังก่อนปิดฝา ชายหนุ่มนั่งที่โต๊ะอาหารระหว่างรอขนมสุก เหม่อมองยังไม้ใหญ่ยืนต้นไกลลิบๆซึ่งบัดนี้ไม่มีใบเหลือ 

           หิมะใกล้ตกแล้ว... หากคริสต์มาสปีนี้เป็นไวท์คริสต์มาสก็ดีสิ

            คิดอย่างอารมณ์ดีก่อนหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นกางอ่าน แต่ไม่นานก็วางเพราะสียงเคาะประตูดังจากเบื้องนอก ครั้นจะลุกไปเปิดก็พบว่าไม่ต้องแล้วเมื่อแขกใช้กุญแจสำรองเปิด เดินอาดๆเข้ามาอย่างกับเป็นบ้านตัวเอง             

อรุณสวัสดิ์อาเธอร์ อบสโคนรสชาติห่วยๆนั่นอีกแล้วเหรอ ทักมาประโยคแรกก็ชวนรู้สึกคันส้นเท้าชอบกล น่าจะหายคันหากได้ยกเท้าขึ้นประทับใบหน้าหลังกรอบแว่นที่ยิ่งโตยิ่งดูดีขึ้น ซึ่งอันที่จริงก็ไม่อยากยอมรับหรอกว่ามันหน้าตาดี ตอนเล็กๆน่ารักกว่านี้ตั้งแยะ

            ก่อนจะอ้าปากด่าให้สาแก่ใจ ดวงตาสีเขียวคู่โตเหลือบเห็นกระเป๋าเดินทางในมือของอัลเฟรด

            นั่น... แบกมาเพื่อ??” รอฟังคำตอบด้วยใบหน้าซีด ภาวนาในใจขออย่าให้เป็นอย่างที่คิด

            อ๋อ นี่น่ะเหรอ ฉันได้หยุดช่วงคริสต์มาสเลยว่าจะมาฉลองที่นี่น่ะ ฝากตัวด้วยนะ ไม่ผิดจากที่คิดเลย แม้ว่าหลังจากกลับมาคุยกันแล้วอัลเฟรดชอบมาเยี่ยมบ้านบ่อยเกินพอดีก็เถอะ แต่ไม่เคยถึงกับแบกกระเป๋ามาค้าง

             ไม่ให้อยู่เฟ้ย!!” ตะคอกดังๆหนึ่งที ซึ่งอัลเฟรดก็ไม่ออกท่าทีสะทกสะท้านสักนิด

            แหมๆ นิดเดียวเอง ฉันนอนห้องเก่าฉันแล้วกัน ไปเก็บของล่ะ ว่าแล้วเจ้าตัวดีที่อัญเชิญตัวเองมาที่บ้านของคนอื่นโดยขัดต่อประสงค์เจ้าของบ้านก็วิ่งขึ้นบันไดโดยไม่รอฟังคำค้าน ทำให้ชายหนุ่มฮึดฮัดกับตนเองอย่างไม่พอใจ ไม่นานก็มีเรื่องอื่นให้กลุ้มยิ่งกว่า เพราะกลิ่นไหม้จากในครัว

            สโคน!!!”

 

            ห่วยเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน ทำมากี่ปีแล้วเนี่ย ยังไหม้อยู่อีกเหรอ พูดจากวนส้นตีนยิ่งนัก ใครล่ะที่เป็นตัวต้นเหตุทำให้มันไหม้ แล้วมีหน้ากินอีก ใครอนุญาตไม่ทราบ

            ทันทีที่วางจานสโคนไหม้ลงบนโต๊ะ อัลเฟรดก็จัดแจงนั่งและกินทันทีโดยไม่ฟังคำแย้ง สงสันจริงว่ามารยาทที่สมัยก่อนพร่ำสอนแล้วสอนอีกหายไปไหนหมด ถึงเหลือแต่ขี้เลื่อยแบบนี้

            ยังไม่อิ่มเลยอาเธอร์ ฟังเสียงบ่นแล้วมันน่าเอาปังตอเฉาะหัว ปากก็บอกว่าห่วย แล้วยังกิน แถมกินหมดแล้วขอเพิ่ม แปลกคน คิดไปพลางก็รู้สึกอุ่นวาบขึ้นในอก

            นี่กินจุกว่าเดิมรึเปล่าเนี่ย เอาเถอะ เดี๋ยวทอดฟิชแอนด์ชิพส์ละกันพูดอย่างเหนื่อยใจกับเด็กไม่ยอมโตที่ตัวใหญ่กว่าเขา

            มา เดี๋ยวช่วย ได้ยินคำนั้นทำให้ประหลาดใจ

            อย่าเลย เดี๋ยวมีดก็บาดมือหรอก และพูดตามที่คิดทันที ไม่ได้เป็นห่วงหรอกนะ แค่กลัวเลือดเลอะครัว

            ฉันทำอาหารเป็นน่า ไม่ใช่เด็กๆสักหน่อย น้ำเสียงของคู่สนทนาที่กล่าวออกมาฟังดูทีเล่นทีจริง จากนั้นคนพูดก็ถอดโค้ทถลกแขนเสื้อก่อนลงมือแล่เนื้อปลาอย่างคล่องแคล่ว... คล่องจนเจ้าของบ้านกลายเป็นลูกมือเสียอย่างนั้น และยังมีความสามารถในการทอดที่ทำให้อาเธอร์แปลกใจได้อีกต่อ ไม่นานอาหารก็เสร็จพร้อมเสริฟ

            ทอดๆย่างๆน่ะของถนัดอยู่แล้ว กล่าวอย่างภูมิใจก่อนจัดใส่จานแบบไม่ค่อยสวยงามเท่าไรและนำมาวางบนโต๊ะอาหาร เสริฟคู่กับไวท์ซอส

            ก็ไม่อยากจะยอมรับนักหรอก... แต่ว่า ทำเก่งกว่าเขาอีก...

            ก็งั้นๆแหละ ถือว่านายพัฒนาขึ้นนะแต่ฉันก็ทำอร่อยกว่าอยู่ดีถึงใจจะคิดแต่ปากไม่ยอมรับ...

ทำไมล่ะ? ปากไม่ตรงกับใจไม่ผิดกฎหมายประเทศไหนนี่ครับ

             ว่างั้นเหรอ แต่ยังไงซะฉันก็หล่อกว่าเหมือนกัน ทั้งที่ไม่เกี่ยวเลยแต่เปิดประเด็นขึ้นมาเสียอย่างนั้นแถมด้วยยิ้มยียวนกวนส้นตีน

            เกี่ยวกันที่ไหนฟะ เถียงกลับแทบทันที

            ก็นายมันลุงแก่ๆขี้โมโหตีนกาเต็มหน้า  จะสู้ฮีโร่สุดหล่ออย่างฉันได้ยังไง ยิ่งฟังยิ่งชวนให้เคืองชอบกล

            ก็บอกไงว่านั่นมันไม่เกี่ยวกับฟิชแอนด์ชิปส์เฟ้ย!!”

            เกี่ยวสิ เพราะฉันเป็นฮีโร่!!” จำไม่ยักได้ว่าเลี้ยงไอ้เด็กบ้านี่ให้เพี้ยนแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร มองในแง่ดีอาจเป็นที่พันธุกรรม พยายามยัดเรื่องมารยาทสอนให้เป็นผู้เป็นคนกลับหายหมด

            เกี่ยวบ้าเกี่ยวบออะไรกันฟะ!!” เริ่มโวยวาย แต่พออ้าปากจะพูดต่อก็โดนยัดอาหารเข้าปาก เลยต้องหยุดเคี้ยวครู่ใหญ่ ได้เพียงคิดอย่างขุ่นเคืองอารมณ์ในใจ

ฮึ่ย ฝากไว้ก่อนเถอะไอ้เวรเอ๊ย

            นี่ พรุ่งนี้ออกไปช๊อปปิ้งกันเถอะ พูดจบเป็นจังหวะเดียวกับที่อาเธอร์กลืนปลาทอดลงคอพอดี

            จะไปซื้ออะไร??”

            ของแต่งบ้านช่วงคริสต์มาสไง อัลเฟรดกล่าวด้วยน้ำเสียงเริงร่า มองสีหน้ายิ้มแย้มแล้วชวนนึกถึงเรื่องในอดีต ที่สมัยก่อนโดนเซ้าซี้ให้ตกแต่งบ้านทุกปี

            ไม่เอาล่ะขี้เกียจ พอพูดอย่างนั้นก็ยิ่งโดนตื๊อหนัก โตเป็นควายยังทำอ้อนเป็นเด็ก แต่สุดท้ายเขาก็ยอมใจอ่อน ตกกระไดพลอยโจนเสียได้

            ไม่เข้าใจตัวเองเลยว่าทำไมต้องตามใจคนตรงหน้าตลอด ไม่เคยจะบอกไม่เกินสองครั้งได้สักที

 

            วันรุ่งขึ้นหิมะตกปรอยๆ ไม่ถึงกับกองสุมสูง แม้สวมสเวตเตอร์หนาและเสื้อโค้ทยาวทับหนาวอยู่ดี ร่างแบบบางเปิดประตูรั้วทำจากเหล็กเพื่อเปิดทางให้ชายหนุ่มอีกคนแบกสารพัดของเข้าไปในบ้าน เป็นวันที่วุ่นวายเพราะอัลเฟรดวิ่งไปโน่นมานี่ไม่มีหยุด จนทำให้เขาหัวหมุนตาม

            เมื่อไปถึงหน้าเตาผิงก็จัดแจงเปิดฮีทเตอร์ให้ความอบอุ่น เขาเลิกใช้เตาผิงนานแล้ว มีไว้ประดับบ้านเฉยๆ

ทั้งสองช่วยกันตั้งและตกแต่งต้นคริสต์มาสพลาสติกต้นเล็กที่ซื้อมาจากร้านขายของใกล้ๆ ตอนแรกอัลเฟรดจะไปตัดต้นสนต้นใหญ่เท่าบ้านโดยไม่นึกถึงหัวอกคนต้องเก็บกวาด พอโดนเจ้าของบ้านเอ็ดจึงลงเอยด้วยต้นเล็ก

            มองเจ้าเด็กโข่งฮัมเพลงคริสต์มาสอย่างสุขใจแล้วนึกโกรธไม่ลง ปีที่แล้วไม่เห็นวุ่นวายแบบนี้ ฉลองกับพวกแฟรี่ก็มีความสุขดีอยู่แล้ว

            ยิ่งมองริมฝีปากอิ่มก็เผลอคลี่ยิ้มออกมาไม่รู้ตัว แต่พอดวงตาสีฟ้าคู่โตหันมา จากที่ยิ้มกลับเป็นบึ้งตึงทันที

            หลังจากร่างโตวิ่งวุ่นแขวนทั้งมิสเซิลโทหน้าประตูทางออก ติดฮอลลี่ไปทั่วบ้าน และแขวนถุงเท้าหน้าเตาผิง ก็กลับไปคุ้ยถุงของแต่งอีกรอบ

            นี่ มาช่วยกันแขวนไอ้นี่หน่อยสิ พูดแล้วอัลเฟรดก็ชูสายที่ทำจากพลาสติกสีเขียวเข้มเลียนแบบใบไม้เป็นพวงขึ้นมาแกว่ง

            พอถึงเวลาเก็บกวาดนายต้องอยู่ช่วยฉันด้วยล่ะ พูดไปแบบนั้นละ รู้ดีว่าถึงเวลาเจ้าตัวดีต้องชิ่งกลับบ้าน ทิ้งให้เขาเก็บขยะตามระเบียบ

            อืมน่า หลังชายหนุ่มรับปากเขาก็เดินไปจับปลายอีกด้านของสายพลาสติก ร่างบางต้องเขย่งตัว เอื้อมให้ถึงขอบหน้าต่างทรงสูงเพื่อติดเทป แต่เขย่งอย่างไรก็ไม่ถึงเสียทีเลยกระโดดเอา แต่พลาดข้อเท้าพลิกทำให้เสียการทรงตัว

            เหวอ!!” ร้องลั่นเนื่องด้วยความตกใจพลางปิดตาแน่น เซล้มโครมกองกับพื้น แต่ไม่ยักเจ็บเท่าไรทั้งที่ล้มเสียงดังขนาดนั้น พอยันตัวขึ้นก็รู้สึกใต้มือนิ่มและอุ่นผิดปกติ เปิดตาที่ปิดแน่นช้าๆ กะพริบปริบสองที พบว่าร่างของตนกำลังทาบทับชายหนุ่มอีกคน

ได้แต่แข็งค้างอท่านั้นนาน ดวงตาจับจ้องเพียงใบหน้าที่ไม่อยากชมว่า ดูดีของคนข้างล่างอย่างลืมตัว โน้มใบหน้าของตนเข้าใกล้เรื่อยๆ ในหัวสมองว่างเปล่า คิดอะไรไม่ออก

โอ๊ย เจ็บเหมือนกันแฮะ จนอัลเฟรดโอดครวญจบและลืมตาขึ้น เวลาราวจะหยุดอยู่ที่วินาทีนั้นเมื่อสายตาทั้งสองคู่ประสานกัน เงียบกริบกระทั่งได้ยินเสียงลมหายใจแผ่ว... แต่ที่ยิ่งกว่านั้นคือเสียงหัวใจของตนที่เต้นรุนแรงไม่เป็นจังหวะ

อาเธอร์...?” พอได้ยินเสียงกระซิบเรียกชื่อเบาๆด้วยโทนเสียงอ่อนกว่าปกติก็ทำให้หลุดจากภวังค์แทบทันที

เอ่อ... โทษที เจ้าของชื่อตะเกียกตะกายลุกหนี ไม่ล่วงรู้ว่าใบหน้าของตนออกสีจัดขนาดไหน พยุงตัวขึ้นยืนก่อนพูดด้วยเสียงตะกุกตะกัก

ฉะ...ฉันนึกขึ้นได้ว่า... เอ่อ... มะ... จดหมาย.. ใช่ จดหมายต้องไปส่ง เดี๋ยวมานะ หาข้ออ้างได้ก็วิ่งออกจากห้องรับแขกทันที ทิ้งให้คนอายุน้อยกว่านั่งค้างท่าเดิม มือใหญ่ยกขึ้นลูบแก้มที่ถูกระบายด้วยสีแดงอ่อนๆของตนเบาๆ

            ทำตัวน่ารักแบบนั้น... ฉันก็แย่น่ะสิ พูดจบหน้าผากก้มต่ำจนชนหัวเข่า พึมพำคำเพิ่ม เกือบไป...

            อัลเฟรดคงสงสัย... ว่าไปส่งจดหมายบ้าอะไรตั้งเป็นชั่วโมง แต่ตอนนี้เขาสู้หน้าเจ้าบ้านั่นไม่ได้จริงๆ

            ชายหนุ่มได้นั่งบนเก้าอี้ในสวนสาธารณะใกล้บ้าน ใส่หมวกและที่ปิดหูมาพร้อมเพื่อกันความหนาวจากหิมะตกปรอย            รู้ว่าอากาศแบบนี้ไม่ดีต่อสุขภาพ แต่จะให้กลับบ้านไปสู้หน้าอัลเฟรด ตอนนี้ได้อย่างไร ชั่ววูบหนึ่ง วูบหนึ่งจริงๆ... เขาคิดจะจูบ...

            แค่นั้นห้วงความคิดก็ขาดตอน ชายหนุ่มฝังใบหน้าแดงจัดลงกับมือที่ถูกห่อหุ้มด้วยถุงมือหนาของตนเอง

เขาคิดแบบนี้กับหมอนั่นได้อย่างไร นั่นเป็นเด็กที่เขาเลี้ยงดูมาเหมือนลูก เหมือนน้องชายแท้ๆ...

            ทั้งที่กว่าจะคุยกันสนิทใจก็ตั้งนาน แล้วจะทำลายความสัมพันธ์ที่ยังเปราะบางด้วยความรู้สึกโง่ๆแบบนี้อีก...             นึกอะไรของเขาอยู่ ยังเป็นคนอยู่หรือเปล่า            ยิ่งคิดยิ่งอยากมุดดินหนี ก่อนมองไปยังฟ้าครึ้มเบื้องบน ที่หิมะสีอ่อนค่อยๆลอยล่องลงเหมือนขนนก            หิมะก็คือสายฝนฤดูหนาว... ช่างเป็นลางไม่ดีเสียเลย

            เขาควรกำจัดความรู้สึกอันน่ารังเกียจนี้ทิ้งให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้... ไม่อย่างนั้นอาจสูญเสียอัลเฟรดอีกหน

            แค่คิดก็ปวดใจ นึกสับสนใจตนเอง ทำไมต้องเจ็บ แค่เจ้าบ้านั่นเดินไปจากชีวิตอีกหน... ตัวภาระก็ลดลง ไม่มีใครมาทำให้โมโหได้ทุกวัน

            ทำไม...อาเธอร์เพียรถามตนเองซ้ำๆ

            หากรู้เข้า อัลเฟรดจะรังเกียจเขาไหม... แล้วหากรังเกียจ ทำไมต้องนึกเสียใจ... และนึกกลัว

            ความรู้สึกหวาดหวั่นนี้คืออะไร... ใครก็ได้.... ช่วยให้คำตอบที

            เพราะเหนื่อยเหลือเกินที่ต้องสูญเสีย และไม่ต้องกาะสูญเสียอะไรไปอีกแล้ว

            อัลเฟรดมาหา ปากบอกน่ารำคาญ... แต่เขารู้ใจตนเองดี เพียงไม่อยากยอมรับ ลึกๆแล้วไม่ได้คิดแบบนั้น... แต่ยังรั้นจะปฏิเสธ... ทั้งที่เพิ่มพูนจนเด่นชัดขนาดนี้แท้ๆ            ดวงตาสีฟ้าเบื้องหลังกรอบแว่นทรงเหลี่ยมเหลือบมองนาฬิกาแขวนผนังโบราณทำจากไม้เป็นระยะ ความกังวลฉายชัดบนใบหน้า             สามชั่วโมง.... ต่อให้ไปส่งจดหมายจริงๆจะส่งบ้าอะไรตั้งสามชั่วโมง             มองออกนอกหน้าต่างเห็นท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มและหิมะตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ก็ยิ่งเป็นกังวลหนัก เดินไปมา มองประตูสลับนาฬิกาด้วยความกระวนกระวายใจ            พอรู้หรอกว่าปล่อยให้อยู่คนเดียวสักพักจะดีกว่า ไม่รู้ว่าเมื่อครู่ตกใจเพราะเห็นสีหน้าของเขาหรือเปล่า แต่หายไปนานขนาดนี้น่าเป็นห่วง            สุดท้ายทนไม่ไหว ลุกขึ้นคว้าเสื้อแจ็คเกตมาสวมทับสเวตเตอร์ก่อนพุ่งตัวออกนอกบ้าน พอรู้ว่าอาเธอร์ไปไหน คงเป็นที่เดียวกับที่สมัยก่อนชอบไปเวลากลุ้มใจ ไม่โรงเหล้าก็บ้านฟรานซิส.... หรือสวนสาธารณะ            ขายาวก้าวรวดเร็ว แทบเป็นการวิ่ง มุ่งหน้าไปยังบ้านฟรานซิส แต่ระหว่างทางเกิดลังเล หากอยู่บ้านนั้นจริงก็ไม่น่าห่วง โทรไปก็ได้ โรงเหล้าก็ยังไม่น่าห่วง แม้คิดว่าคนรอบคอบอย่างอาเธอร์คงไม่ไปนั่งทนหนาวที่สวนสาธารณะ แต่ก็ตัดสินใจไป

            แนวไม้ยืนต้นเรียงรายเหลือเพียงกิ่งก้านสีเทา หิมะขาวสุมบนทางเดินจนเมื่อเหยียบแล้วปรากฏเป็นรอยเท้า ชายหนุ่มหรี่ตาลงเพียงน้อย เมื่อพบสิ่งที่ตามหายังปลายทางก็นึกดีใจและอยากสบถพร้อมๆกัน อายุตั้งเท่าไรแล้วยังมานั่งตากหิมะอยู่แบบนี้

เมื่อหยุดยืนใกล้ๆจึงพบว่าเปลือกตาของอีกฝ่ายปิดสนิท ลองเอื้อมมือสัมผัสพวงแก้มเย็นเฉียบจนน่าใจหาย

            อาเธอร์?... อาเธอร์!!”ตะโกนเรียกพลางเขย่าร่างบาง กายกระทำก่อนได้คิดไตร่ตรอง ถอดแจ็คเกตคลุมร่างชายหนุ่มอีกคน ก่อนแบกร่างเย็นเยียบราวน้ำแข็งขึ้นหลัง ออกวิ่งแทบทันที

            ก่อนอื่นต้องปฐมพยายาลเบื้องต้น... น้ำอุ่น...ใช่...น้ำอุ่น

            ทีสมัยก่อนล่ะห้ามนักหนา อย่าออกไปวิ่งเล่นตอนหิมะตก แล้วตัวเองมานั่งตากหิมะอยู่สามชั่วโมงนี่นะ? แม้นึกโมโหแต่ความกังวลมีมากกว่า พยายามประคองร่างบนหลังขณะเอื้อมเปิดประตูรั้วและประตูบ้าน

พอถึงภายในบ้านที่อบอุ่นก็วางร่างนั้นลง กุมมือคู่ที่ไร้ความอบอุ่นอย่างอ่อนโยน สัมผัสเย็นเฉียบมาพร้อมกับความกลัวซึ่งเสียดแทงกลางอก จนน้ำตาปริ่มไหลออกมาในที่สุด

            ขอร้องล่ะ อาเธอร์ ต่อไปฉันจะไม่กวนก็ได้ จะทำตามที่นายสอนก็ได้... อย่าทิ้งฉันไป กล่าวปนเสียงสะอื้น แม้รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้สติ แต่ก็พูดออกมา            อาเธอร์จะเป็นอะไรมากไหม

            หากอาเธอร์ตาย เขาจะทำอย่างไร... คิดแล้วก็ยิ่งบีบมือที่ไร้ความอุ่นไว้แน่น

            ไม่ว่าอย่างไรก็จะไม่ปล่อยให้ตาย ไม่ปล่อยให้ทิ้งเขาไปเป็นอันขาด

 

            เมื่ออาเธอร์ลืมตาตื่น ก็พบว่าตนเองกลับมานอนบนเตียง ลำคอแห้งผากราวกระดาษทราย แถมเจ็บเหมือนอักเสบ ทั้งที่ร่างกายหนาวแต่รู้สึกว่าหน้าผากร้อนรุมๆ

            สิ่งที่จำได้ล่าสุดคือการไปนั่งจิตตกในสวนสาธารณะ รู้สึกจะผล็อยหลับหลังจากนั้น...            ชายหนุ่มรวบรวมกำลังลุกนั่ง ผ้าชุบน้ำเย็นก็หล่นตุบบนตัก เมื่อมองรอบๆก็เห็นอัลเฟรดที่นั่งสัปหงกหลับบนเก้าอี้ไม้ แทนสองข้างกอดอกแน่น

            ภาพที่เห็นทำให้ต้องขมวดคิ้วมุ่น สอนไปกี่ครั้งกี่หนว่าหากจะนอนให้นอนบนเตียง ทำไมไม่เคยฟังเลยนะ

            นี่... จะนอนก็ไปนอนบนเตียงสิ อัลฟ์ คิดแล้วก็เอื้อมมือไปเขย่าร่างซึ่งใหญ่กว่าเบาๆ ไม่นานอัลเฟรดก็สะดุ้งตื่น ดวงตาสีฟ้าคู่โตมองยังเขาด้วยแววแปลกๆสักครู่หนึ่ง ก่อนริมฝีปากคลี่ยิ้มกว้างตามวิสัย

            ฟื้นแล้วเหรออาเธอร์ ฉันกลัวแทบตายเลยรู้ไหม พูดแล้วก็ดึงร่างไร้เรี่ยวแรงกอดแน่นจนคนถูกรัดแทบหายใจไม่ออก

            แอ๊ฟ... เฮ้ย... ปล่อยก่อน!! หายใจไม่ออกเฟ้ย!!... โวยวายสักพักอัลเฟรดก็ยอมผ่อนแรงบ้าง แต่ไม่ยอมปล่อยอยู่ดี

            ฉันนึกว่านายจะเป็นปอดบวมตายไปแล้วซะอีก ทำไมถึงไปตากหิมะอยู่เป็นชั่วโมงแบบนั้น น้ำเสียงอ่อนโยนเปี่ยมด้วยความเป็นห่วง ผิดกับเวลากวนประสาทลิบลับ

            ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย อย่าเว่อร์ไปเลยน่า เขาเริ่มเข้าใจความรู้สึกของเด็กที่ถูกผู้ปกครองเป็นห่วงจนเกินเหตุแล้ว

            ไม่เป็นอะไรบ้าอะไรเล่า!! นายไม่ได้สติมาวันนึงเต็มๆ แถมไข้ก็ขึ้นสูงอีก!!” น้ำเสียงที่อีกฝ่ายโต้ตอบกลับมาแทบจะเรียกได้ว่าเป็นการตะคอก ซึ่งเขาไม่เคยได้ยินจากอัลเฟรดมาก่อน

            อาเธอร์รู้สึกได้ถึงอาการสั่นที่ส่งผ่านจากท่อนแขนแข็งแกร่ง ดวงตาสีเขียวอ่อนลงมาก เอื้อมมือลูบหลังชายหนุ่มร่างโตเพื่อปลอบประโลม เอ่ยด้วยน้ำเสียงราวกระซิบ

            ไม่เป็นไรนะ อัลฟ์... ฉันไม่เป็นไร ฉันอยู่นี่... อย่าร้องนะ             เพราะแขนแข็งแรงคู่นั้นรัดแน่นขึ้นทำให้ไม่อาจถอยห่างเพื่อมองใบหน้าหล่อเหลาได้ แต่รู้สึกถึงน้ำอุ่นที่หยดบริเวณไหล่ขวา

            อึก... ไม่ได้ร้องซะหน่อย น้ำเสียงที่พยายามควบคุมให้เป็นปกติแต่ยังสั่นเครืออยู่บ้างทำให้ผู้ฟังอดยิ้มไม่ได้ ประกอบกับการสูดจมูกฟึดฟัดแบบเด็กๆนั่นอีก... ปากแข็งตามเคย ตอนแรกเห็นไม่ฟื้นฉันจะตามหมอมาแล้ว แต่ ฟรานซิสบอกว่าแค่เป็นไข้เฉยๆ ยังไม่ถึงกับปอดบวม ให้นอนพักเดี๋ยวก็หาย แต่ก็ไม่ฟื้นสักที

            แค่ฟังก็รู้ถึงความเป็นห่วงที่อัลเฟรดมีให้  ใจที่เคยกระวนกระวายกลับสงบและอบอุ่นอย่างประหลาด

            ขอโทษนะ... เป็นห่วงขนาดนั้นเลยเหรอ

            บ้า ใครจะเป็นห่วงลุงแก่ขี้บ่นกัน ฉันแค่ทำหน้าที่ฮีโร่เท่านั้นแหละ เขาไม่ได้โต้ตอบ ปล่อยความเงียบเข้าครอบคลุม นึกย้อนไปถึงตอนที่พบกันครั้งแรก

             งั้นผมขอเรียกคุณว่าพี่ชายได้ไหมฮะ             นึกออกแล้ว... เพราะประโยคง่ายๆประโยคเดียว ทำให้รู้สึกอยากปกป้อง อยากดูแล

            ตอนนั้นเขาก็แค่... อยากมีครอบครัวที่อบอุ่น สิ่งที่ไม่เคยมี เพราะต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว สู้อย่างโดดเดี่ยวมาตลอด

            คิดไปคิดมาไม่นานแขนที่เคยกระหวัดรัดก็คลายออก น้ำหนักตัวที่เอนมาทางเขาค่อยๆเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นที่รู้ๆกันว่าอัลเฟรดหนักขนาดไหน ก่อนจะทันได้โวยวายจึงล้มตุบเอนนอนกลับไปบนเตียงเพราะรับน้ำหนักไม่ไหว ทำอะไรไม่ได้นอกจากโวยวายเสียงดังเพื่อปลุกอัลเฟรดให้ตื่น

            แอ๊ก!! หนักเฟ้ย!! ออกไปน่า อัล... เฟรด!” ร้องโวยวายเสียงหลงก็ไม่ได้รับคำตอบ จึงหันมองใบหน้าอีกฝ่าย เปลือกตาทั้งสองปิดสนิท เรือนผมสี บลอนด์ยุ่งเหยิง เสียงการผ่อนลมหายใจเป็นจังหวะบ่งบอกว่าหลับแล้ว

 

            อันที่จริงหากเป็นเด็กก็ยอมให้นอนท่านี้หรอก แต่หนักขนาดนี้หากปล่อยให้เจ้าอ้วนนี่นอนทับ คงได้หายใจไม่ออกตายแทนที่จะปอดบวมตาย จึงค่อยๆลากตัวเองออกมาด้วยความลำบาก แรงก็ไม่ค่อยจะมีเพราะเป็นหวัดอยู่ด้วย

หลังจากพยายามอยู่นานก็คลานออกมาสำเร็จ แต่จู่ๆแขนที่มีแรงมหาศาลจนน่ากลัวคู่นั้นกลับคว้าตัวเขาไปกอดรัดแน่น

            อืม... หมอนข้าง สงสัยจะละเมอ ตอนแรกก็กะจะโวยให้ตื่นแล้วไล่ไปนอนห้องตัวเองอยู่หรอก แต่พอฉุกนึกขึ้นได้ว่าท่าทางชายหนุ่มคงไม่ได้นอนมาเกือบทั้งคืนเพราะเขา ความรู้สึกผิดเข้าเกาะกุมหัวใจ จึงยอมยกให้สักครั้ง มือเอื้อมไปดึงแว่นตาทรงเหลี่ยมออกมาวางไว้บนหัวเตียง แก้มนิ่มออกสีแดงจัด แต่ก็พยายามบอกตนเองว่าก็แค่ในฐานะพี่ชาย-น้องชาย สมัยก่อนก็นอนเตียงเดียวกันออกบ่อย...

            แม้ว่าตัวไม่ได้โตขนาดนี้ก็เถอะ


            แต่ก็ให้แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวล่ะน่า... แทนคำขอบคุณที่ช่วยไว้แล้วกัน ก็ในฐานะของพี่ชายที่แสนดีที่ทางนั้นต้องการ...

            เป็นห้วงความคิดสุดท้าย ก่อนหลับไปอีกครั้งด้วยความอ่อนเพลีย

            อัลเฟรดจำไม่ได้ ว่าหลับสบายแบบนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไร... รู้สึกอบอุ่น อาจเพราะความอุ่นในอ้อมแขนของตนก็ได้ ที่ทำให้รู้สึกดีขนาดนี้            เปลือกตาสีอ่อนค่อยๆเปิด กระพริบเบาเพื่อปรับภาพ นึกตกใจเมื่อเห็นว่าหมอนนิ่มแสนอุ่นที่กอดไว้ทั้งคืนที่จริงแล้วคืออะไร

            ใบหน้าออกสีเรื่อน้อยๆ แต่ไม่ยอมคลายแขนออก ได้แต่จ้องใบหน้ายามหลับสนิทที่ดูน่ารักไม่สมวัยอยู่นาน

            อยากให้หลับอีกนานๆจัง...

            กระทั่งร่างที่บางกว่าเริ่มขยับตัว คิ้วหนาขมวดมุ่นก่อนจะค่อยๆลืมตาขึ้น ส่งยิ้มให้

            ตื่นแล้วเหรอ อัลเฟรด นานๆครั้งจะเห็นสีหน้าแบบนี้... ไม่สิ สมัยก่อนเห็นบ่อย แต่พักหลังไม่เห็นเลย ใบหน้าที่คลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยน            ชายหนุ่มไม่ได้ตอบ เพียงเอื้อมมือแตะหน้าผากของอาเธอร์เบาๆ พอพบว่าไข้ลดแล้วก็โล่งใจเป็นอย่างมาก

            หิวไหม จะไปทำอะไรให้กิน พอคลายแขนออกอีกฝ่ายก็เริ่มบิดขี้เกียจ

            ฮื่อ ขอเป็นแซนด์วิชกับเอิร์ลเกรย์สักถ้วย พุดดิ้งด้วยนะออกคำสั่งคอมโบเป็นชุดทั้งอาหารเครื่องดื่มของหวาน แต่ฟังแล้วชวนขำ นานๆหนอีกเช่นกันที่ตาลุงนี่จะทำท่าเอาแต่ใจเป็นเด็กๆ

            รับทราบครับท่านอาเธอร์ กระผมจะไปจัดการให้ทันที กล่าวแล้วก็ทำท่าเลียนแบบพ่อบ้าน ที่ไม่ค่อยเหมือนเท่าไร พิจารณาจากสีหน้าขบขันของอีกฝ่าย จึงเลิกเล่นและรีบจัดการเตรียมอาหารทันที

             หลังจากบานประตูไม้ปิด อาเธอร์ยังนอนนิ่งอยู่บนเตียงด้วยท่าตะแคงข้าง ครุ่นคิด... อีกไม่กี่วันก็คริสต์มาสแล้วสินะ            จึงพลิกตัวเป็นท่านอนหงาย เอาแขนก่ายหน้าผากด้วยความกลัดกลุ้ม... ควรทำอย่างไรกับความรู้สึกปั่นป่วนในใจ แกล้งทำเป็นมองไม่เห็นเสีย หรือยอมรับแต่โดยดี ปัญหาที่คิดไม่ตกตั้งแต่เมื่อวาน            หากยอมรับ อาจต้องเสียอัลเฟรดอีกหน... คราวนี้ จะทนได้จริงๆหรือถ้าแบบนั้นสู้แสร้งทำเป็นไม่รับรู้ แล้วเก็บไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดดีกว่าไหม... ได้กลับมาคุยแค่นี้ก็ดีเท่าไรแล้ว ท่าทางอีกฝ่ายก็อยากได้แค่ พี่ชายที่แสนดีคิดพลางเหม่อมองไปยังเพดานสีเรียบ ถอนใจยาวราวกำลังระบายความหนักใจ

            รังเกียจตนเองที่เป็นแบบนี้

            ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ที่ความรู้สึกนี้เกิดขึ้น... แต่เขาต้องทิ้งมันไป ก่อนที่จะไม่สามารถปฏิเสธตนเองได้อีก...

 

             วันต่อๆมาผ่านไปอย่างสงบสุข เขายังปั้นหน้ายิ้มแย้มตามปกติ อัลเฟรดไม่สงสัยอะไร ทำให้โล่งใจ ไข้ลดตั้งแต่วันแรกๆ แต่ยังโดนเจ้าเด็กตื่นตูมบังคับให้นอนพักผ่อนบนเตียง แถมเอาข้าวต้มเสริฟถึงที่

            อ้ามมม ช้อนที่ยื่นจ่อริมฝีปากกับสีหน้าปัญญาอ่อนทำให้นึกคันส้นเท้าตะหงิดๆ คิดยันให้พ้นหน้าอยู่ร่ำไปแต่ไม่ใคร่มีแรง

            กินเองได้น่า ทำเป็นบ่นอย่างไม่สบอารมณ์แต่อ้าปากรับข้าวต้มที่ถูกเป่าจนหายร้อน

            เป็นไง ข้าวต้มนี่ฉันไปให้อาเหยาสอนทำมาเลยนะ หลังจากเคี้ยวเสร็จก็ไม่ได้พูดอะไร หวานไปนิดแต่ก็โอเค

            นี่ บอกว่าไม่ต้องป้อนก็ได้ไง พูดขณะที่อีกคำถูกยัดเข้าปาก พอกลืนหมดก็มาเรื่อยๆจนอาหารหมดถ้วย รู้สึกอัลเฟรดจะสนุกกับการทำแบบนี้อย่างไรชอบกล

            อิ่มรึยัง เอาเพิ่มไหม ถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้มตามวิสัย ซึ่งก็ปฏิเสธ แค่ถ้วยเดียวก็อิ่มจะแย่แล้ว นายต้องกินมากๆรู้ไหม ดูสิ แขนเล็กอย่างกับตะเกียบ            ไม่ว่าเปล่ายังถือวิสาสะดึงแขนเขาขึ้นมามองอีก

            ใครมันจะไปอ้วนเหมือนแกล่ะฟะ ไอ้เด็กต๊อง เหน็บไปทีก่อนยกมือขึ้นหมายเขกหัวยุ่งๆ แต่ชายหนุ่มหลบทันแถมทำหน้าทะเล้นใส่

            ไม่ได้เรียกว่าอ้วนสักหน่อย มีแต่กล้ามเนื้อล้วนๆเลยเห็นไหม ฮีโร่ต้องแข็งแรงแบบนี้แหละถูกแล้วคันปากอยากเถียงแต่เริ่มขี้เกียจ จึงได้แต่กลอกตา ด่าให้ตายก็คงไม่เข้าหัวหรอกรายนั้นน่ะ

            คืนนี้ก็คืนอีฟแล้ว เย็นนี้ชวนฟรานซิสกับแมทมาด้วยดีไหม จะได้เหมือนสมัยก่อน จบประโยคสีหน้าขี้เล่นหายไป ออกท่าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด

            ฉลองกันสองคนก็ได้นี่ แบบตอนฉันเด็กๆ นั่งกินอาหารรสชาติห่วยๆแล้วนั่งดูทีวีไปล่ะดีแล้ว หากคิดจะมาบ้านเขาเพื่อฉลองแค่นั้นอยากบอกว่าไม่ต้องมาดีกว่าไหม คิดแต่ไม่ได้พูด เดี๋ยวน้อยใจล่ะยุ่ง

            ตามใจแล้วกัน ปกติฉันก็ไม่ได้ฉลองอะไรมากมายอยู่แล้ว ของขวัญแต่ละปีก็มีไอ้บ้าบ้านข้างๆเท่านั้นล่ะที่ให้กันจนเป็นประเพณี พูดอย่างไม่ยี่หระก่อนยกน้ำดื่มขึ้นจิบ พูดถึงของขวัญปีนี้ยังไม่ได้เตรียม ต้องหาทางแวบออกไปซื้อ เปลืองเงินชะมัด

            คิดไปพลางก็ยิ้มไปพลาง วางแผนในหัวเรียบร้อยว่าต้องซื้อวัตถุดิบอะไรบ้าง

            บ่ายวันนั้นก็ได้ออกจากบ้านหลังจากอุดอู้มานาน ยืนกรานจะออกมาซื้อคนเดียวโดยไม่ฟังเสียงค้านของอัลเฟรดที่นับวันจะทำตัวเป็นคุณพ่อมากขึ้นทุกที

            ก็แค่ป่วยนิดเดียว จะห่วงอะไรกันนักกันหนานะ

            ร่างสูงของอัลเฟรดเดินย่ำตัดสนามบ้านสีเขียวจัดเข้าไปในตัวบ้านหลังใหญ่ที่ถูกตกแต่งอย่างหรูหรา ผลงานศิลปะวางเรียง แม้สวยงามแต่ให้ความรู้สึกมากเกินไป อย่างไรนั่นก็เป็นรสนิยมเจ้าของบ้าน เขาไม่มีสิทธิ์ไปวิจารณ์หรอก...

            อ้าว มาเยี่ยมคุณพี่ถึงที่นี่แสดงว่าหมอนั่นหายป่วยแล้วเหรอพอเจ้าของบ้านที่ว่าเห็นเขาก็ร้องทักทันที

            ก็ไม่เชิง แต่ดื้อด้านจะออกไปซื้อของ จะไปด้วยก็ไม่ให้ไป กอดอกแน่นพลางทิ้งตัวลงเก้าอี้นวมสร้างจากวัสดุคุณภาพเกรดเอ

            หมอนั่นก็แบบนี้แหละ ฮะๆ คุณพี่ล่ะหน่าย ฟรานซิสพูดพลางหัวเราะ วางถาดขนมที่เพิ่งอบเสร็จลงบนโต๊ะหน้าเก้าอี้รับแขก

            นี่... ฟรานซิส ขอถามอะไรหน่อยได้ไหม

            หืม ลากเสียงยาวเป็นเชิงคำถาม พร้อมเลิกคิ้ว

            นายเคยรักอาเธอร์ใช่ไหม สีหน้าคนถามดูลำบากใจ หลงเหลือเพียงความเงียบจนน่าอึดอัด ดวงตาที่เคยเปี่ยมแววขี้เล่นของฟรานซิสกลับดูเย็นยะเยือกทันตา แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้น

            จะว่าอย่างนั้นก็ได้มั้ง อย่าเรียกว่าเคยเลย เพราะมันไม่ใช่อดีต แปลได้ชัดเจน ว่าตอนนี้ก็ยังรักอยู่ อัลเฟรดพอจะเดาออกตั้งแต่เห็นท่าทางเป็นกังวลพอรู้ว่าอาเธอร์ไข้ขึ้นสูง และยังสีหน้าเอ็นดูเมื่อครู่เมื่อพูดถึงคนคนนั้น

            แล้วทำไมถึง... เสียงของชายหนุ่มขาดห้วง ไม่ต้องกล่าวต่อก็รู้ดีว่าสิ่งที่จะถามคืออะไร

            ไม่รู้รึไง ว่าฉันแยกนายออกจากอาเธอร์... ช่วยให้มีอิสระเพื่ออะไรดวงตาสีฟ้าคู่ใสหันมองคนพูด แต่ไม่ได้เอ่ยอะไร เพราะสีหน้าเจ็บปวด แต่หลังจากนายไป ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ฉันก็เป็นแค่เพื่อนบ้าน... เพื่อนสมัยเด็กที่ทะเลาะกันบ่อยๆ เป็นได้แค่นั้น แถมนับวันเจ้านั่นก็ยิ่งปิดกั้นตัวเอง ไม่ไว้ใจใคร บางครั้งก็ฝันร้าย... พอเมาก็ยิ่งฟูมฟาย... จนฉันรู้สึกผิด            อัลเฟรดฟังเงียบๆ ไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้น เขาไม่ได้โกรธ แต่ไม่ได้นึกขอบคุณ

            งั้นทำไมไม่บอกเขาไปซะล่ะ คำพูดเบาจนแทบกระซิบ ก่อให้เกิดรอยยิ้มเจื่อนบนใบหน้าผู้ฟัง

            คำถามที่เรารู้คำตอบอยู่แล้ว จะถามออกไปเพื่ออะไร คุณพี่น่ะเป็นนักรักอันดับหนึ่งเชียวนะ มองแวบเดียวก็รู้แล้ว ช่วงท้ายประโยคทำให้บรรยากาศรอบห้องเบาลงมาก ชายหนุ่มชาวฝรั่งเศสขยิบตาให้อัลเฟรดทีหนึ่ง แต่คุณพี่ว่านายมีโอกาสนะ สีหน้าของอาเธอร์ดีขึ้นมากตั้งแต่นายเริ่มมาเยี่ยมบ่อยๆ... ดีที่สุดในรอบปีเลยล่ะมั้ง เพราะงั้นพยายามเข้า... เอ่อ จะว่าไปวันนี้ก็คริสต์มาสอีฟแล้วสินะ เตรียมของขวัญให้ทางนั้นไว้รึยัง

 

หลังจากนั้นการสนทนาก็เปลี่ยนไปเป็นหัวข้ออื่น ทั้งที่ถ้อยคำของผู้มีอาวุโสกว่ายังคงวนเวียนอยู่ในหัวของอัลเฟรด แต่ก็ต้องตามน้ำไปเรื่อยเพราะ ฟรานซิสไม่อยากคุยเรื่องนั้นอีก

กระทั่งบ่ายแก่ๆจึงขอตัวกลับ คิดว่าอาเธอร์คงถึงบ้านแล้ว

เขาเริ่มเข้าใจ... ว่าทำไมอาเธอร์ถึงชอบจ้ำจี้จ้ำไช

คำตอบง่ายๆ... เป็นห่วง เช่นเขาในตอนนี้ หากไม่ไปคุยกับฟรานซิสคงได้กังวลจนแทบบ้า

ก็รู้ว่าโตแล้ว ก็รู้ว่าแค่ซื้อของไม่นาน... แต่หากทำอะไรโง่ๆแบบเมื่อวันก่อนอีกล่ะ หากเกิดอะไรขึ้นกับอาเธอร์....

พอคิดแบบนี้ก็อยากรั้งอยู่ข้างกายตลอดเวลา

ไปไหนมาน่ะอัลเฟรด อาเธอร์คงได้ยินเสียงประตูปิด เสียงคำถามดังจากในครัว กลิ่นขนมไหม้เป็นเอกลักษณ์ของบ้านหลังนี้ แม้จะไม่หอม แต่ก็เป็นกลิ่นที่ทำให้นึกถึงอาเธอร์

เยี่ยมฟรานซิสน่ะ ตอบไปด้วยความดังพอให้คนถามได้ยิน

            อ้อ หมอนั่นเป็นไงบ้างล่ะ เดินไปจนถึงบริเวณครัว เห็นว่าชายหนุ่มร่างผอมบางกำลังหยิบถาดขนมออกจากตู้อบ วันนี้ท่าจะเป็นคุกกี้เนย แม้สีจะเหมือนคุกกี้ช็อคโกแลตก็ตาม

            ก็เรื่อยๆ ทำไมชายหนุ่มต้องไปสนใจฟรานซิสด้วย ไม่พอใจคำถาม แต่ไม่ได้พูดออกไป

            อืม ตอบแบบไม่ใส่ใจ ก่อนวางถาดคุกกี้ลงบนเคานต์เตอร์ครัวเพื่อทิ้งให้เย็นแล้วหันกลับ คริสต์มาสนายแน่ใจเหรอว่าแค่อยากอยู่ในบ้าน ออกไปเดินชมเมืองไหม ตอนดึกๆเขาประดับไฟกันสวยมากเลยนะ อาเธอร์เอ่ยชวนพร้อมรอยยิ้มกว้าง

            แม้มีความสุขที่ได้อยู่ใกล้... ที่ได้กลับมา แม้จะแค่ช่วงสั้นๆ แต่ในความสุขก็แฝงด้วยทุกข์เช่นกัน

            อย่าทำสีหน้าชวนให้ดึงเข้ามากอดแบบนั้นได้ไหม... การห้ามตัวเองยากจนถึงขั้นทรมาน เพราะอีกฝ่ายไม่เคยรู้อะไรเลย... ซึ่งไม่คิดจะบอก ยกเว้นว่าอีกฝ่ายจะให้สัญญาณตอบรับความรู้สึกของเขา อาเธอร์ยิ่งเป็นพวกขี้ตื่นอยู่ บอกไปคงได้หลบหน้ากันอีกเป็นปี

            เพราะรักมากไปต่างหากถึงอยู่บ้านเดียวกันไม่ได้... การที่อาเธอร์ไม่รู้อะไรเลยทำให้เขาทุกข์ กับการที่ไม่สามารถแสดงความรู้สึกจริงๆ เพราะกรอบที่เรียกว่าน้องชาย            ไม่เอา ฉลองเงียบๆดีกว่า ก็แค่อยากฉลองเงียบๆสองคน เหมือนเมื่อก่อน

            มาถึงตอนนี้ก็รับรู้ว่าการหนีไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น อาเธอร์ยังคงไม่เข้าใจเขาเหมือนเดิม ยังพยายามมองเป็นน้องชาย

            มาช่วยฉันเตรียมอาหารหน่อยสิอาหารคืนนี้ประกอบไปด้วยไก่งวง เนื้อย่าง มันฝรั่งกับเกรวี่ คริสต์มาสพุดดิ้ง มินซ์พาย และ คริสต์มาสเค้ก แม้ฟังดูเยอะแต่ก็เตรียมตามประเพณีชาวอังกฤษ ถึงเยอะแต่หากกินเหลืออาเธอร์ก็มักเก็บใส่ตู้เย็นไว้อุ่นกินวันต่อๆไป

            อืม รับปากเบาๆพร้อมรอยยิ้ม ลงแรงช่วยทำอาหารพวกนั้นตามคำสั่งของคนที่ทำอาหารห่วยได้โล่ ถึงอย่างไรก็กินได้เพราะก็ชินกับรสชาติพวกนั้น

            น่าแปลก แค่ได้อยู่ใกล้ๆ ไม่จำเป็นต้องพูดอะไร ก็มีความสุข กับแค่กิริยาธรรมดา เช่นยกมือขึ้นปาดเหงื่อ แม้แต่ย่างไก่งวงและเนื้อ ก็ทำให้ยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู

             กว่าทั้งคู่จะทำอาหารเสร็จก็เป็นเวลาเย็น ชายหนุ่มชาวอังกฤษไล่อัลเฟรดไปจัดจานและผ้าปูโต๊ะขณะที่ตนเองค่อยๆทยอยยกอาหารพิเศษที่ได้กินกันแค่ปีละครั้ง... แม้อัลเฟรดยังสงสัยว่ารสชาติต่างกับอาหารไหม้ๆก่อนหน้านี้อย่างไรแต่ไม่คิดถาม            ระหว่างนั้นเขาก็ถือโอกาสเดินหลบขึ้นห้องนอนเพื่อหยิบห่อของขวัญกระดาษเหลือบสีทองตกแต่งด้วยริบบิ้นสีฉูดฉาดแบบที่อีกฝ่ายชอบมาวางใต้ต้นคริสต์มาสพลาสติกมุมห้องรับแขก และพบว่ากล่องของขวัญอีกกล่องถูกวางใต้ต้นไม้เล็กก่อนหน้านี้เสียอีก

            เห็นแล้วทำให้ยิ้มกว้าง อยากแกะดูจริงๆว่ามีอะไรข้างใน แต่จะโดนอาเธอร์เอ็ดเอาได้ สมัยยังเล็กมาฉลองคริสต์มาสที่บ้านนี้บ่อยทำให้รู้ประเพณี

 

            มื้อเย็นผ่านไปอย่างราบรื่น แม้ว่าเขาพูดจากวนประสาทบ้างเล็กน้อย ก็ได้รับแค่คำด่า ไม่มีการปามีดใส่หรือโดดถีบข้ามโต๊ะ รสชาติอาหารตามสไตล์อาเธอร์ ใครว่าไม่อร่อยก็ช่างปะไร สำหรับเขานี่คืออาหารที่น่ากินที่สุด

            เฮ้อ อิ่ม พูดพลางลูบหน้าท้องแบนราบเบาๆ

            ไปนั่งดูทีวีก็ได้ ฉันล้างจานเอง คิดไปเองหรือช่วงนี้อาเธอร์ใจดีผิดปกติกันนะ แต่ก็ดี เพราะขี้เกียจแล้วเหมือนกัน

ชายหนุ่มนั่งลงพลางกดรีโมททีวี จมตนเองลงสู่ห้วงความคิดอีกรอบ ภาพของนักร้องสาวในจอที่กำลังขับร้องเพลง ‘Silent Night’ไม่อาจดึงความสนใจสักนิด เหม่อมองเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งร่างบางทิ้งตัวข้างๆ

ดูอะไรอยู่น่ะ รายการเพลงเหรอ จากตอนแรกที่เหม่อ ตอนนี้ดวงตาแอบเหลือบมองพวงแก้มใสของคนนั่งข้างๆมากกว่า

            ที่มาหา ที่วุ่นวายบ่อย ที่แสดงท่าทางเป็นห่วง การกระทำทุกอย่างบอกอย่างชัดเจนแล้วแท้ๆ... ยังคิดว่าเขาทำไปในฐานะของ น้องชายอีกหรือเปล่านะ หรือว่ารู้ความรู้สึกของเขา แต่แกล้งไม่รู้

            มีอะไรเหรออัลฟ์ ใบหน้านั้นใสซื่อเสมอ แม้เก่งเรื่องการรบการสอดแนม แต่เรื่องความรู้สึกกลับไม่เอาอ่าว

            เปล่า แค่สงสัยว่าตีนกานายเพิ่มขึ้นรึเปล่า แล้วปากเจ้ากรรมก็วอนหาเรื่อง ทำให้โดนเขกหัวหนึ่งโป๊ก เริ่มด่ารัว สุดท้ายก็ฮึดฮัดขึ้นห้องนอน ทำให้ได้แต่ลูบหัวตัวเองป้อยๆอย่างนึกเสียดาย

            บางทีก็เบื่อปากตัวเองเหมือนกันแฮะ... แม้ว่าแหย่แล้วสนุกดีก็เถอะ

 

             ทั้งที่เป็นวันเงียบๆธรรมดาๆ แต่คริสต์มาสอีฟให้ความรู้สึกอุ่นใจเสมอ เช่นเมื่อตื่นมาตอนเช้าก็จะได้ยินเสียงเพลงจากวงคอรัสในโบสถ์ แม้กองหิมะยังดูสวยกว่าปกติ

            ว่าไงแฟรี่ ตื่นมาก็พบกับสิ่งมีชีวิตตัวน้อยรูปร่างคล้ายหญิงสาวติดแต่มีปีกใสติดอยู่กลางหลัง เจ้าหล่อนส่งยิ้มให้ หืม ว่าไงนะ อัลเฟรดรออยู่เหรอ

            พอแต่งตัวเรียบร้อยลงไปชั้นล่างก็เห็นร่างสูงใหญ่กำลังเตรียมอาหารในครัว ฮัมทำนองเพลงคริสต์มาสเบาๆ ไม่ได้ล่วงรู้ด้วยซ้ำว่าเขาอยู่ข้างหลัง

            นี่ เดี๋ยวออกไปขับรถเล่นกันไหม พูดจบอัลเฟรดก็สะดุ้งตัว

            อ้าว ตื่นแล้วเหรอ หันกลับมาพร้อมรอยยิ้ม จะไปไหนล่ะ

            ตามใจนายสิ ไอ้ฉันมันยังไงก็ได้อยู่แล้ว ชะโงกหน้ามองไข่ดาวในกระทะ แอบรู้สึกแย่เพราะหากคนที่ทอดเป็นเขา ไข่คงออกสีน้ำตาลคล้ำแล้ว

            ก็รู้หรอกว่าตอนนี้ด้อยกว่าอัลเฟรดในหลายๆอย่าง แต่ไม่อยากยอมรับนี่

            ฉันไม่อยากไปไหนหรอก นั่งเล่นเกมอยู่บ้านดีกว่า อากาศหนาวๆแบบนี้ คิดแล้วก็ชวนให้ยิ้ม ยังเกลียดอากาศหนาวๆไม่เปลี่ยนเลย

            ก็ได้ กล่าวจบก็เดินดูรอบๆบ้าน ตอนแรกที่จำได้ของตกแต่งไม่ได้เยอะขนาดนี้ ท่าทางจะแอบไปหามาใส่เพิ่มแหง ทั้งฮอลลี่บนหน้าต่างที่เพิ่มจำนวน สายพลาสติกที่ทำเลียนแบบใบไม้ก็เพิ่มขึ้น

กี่ปีแล้วที่ไม่เห็นบรรยากาศแบบนี้ในบ้าน... หลังจากอัลเฟรดไปเขาก็ไม่มีใครให้ฉลองด้วยนอกจากพวกแฟรี่ ซึ่งก็ทำให้ขี้เกียจแต่งบ้านเพราะขี้เกียจมานั่งเก็บในวันที่หกมกราคม (Twelfth Night-วันที่ทุกคนจะเก็บของตกแต่งบ้านช่วงคริสต์มาสตามประเพณีชาวคริสต์)

ว่าแต่อัลเฟรดจะอยู่ที่นี่ถึงเมื่อไร จะถึงช่วงปีใหม่หรือเปล่า

            ดวงตาเหลือบไปเห็นห่อของขวัญที่เพิ่มขึ้นมาจากเมื่อวานอีกห่อพร้อมการ์ดแนบ อดยิ้มออกมาไม่ได้ ต้องรอจนกว่าอัลเฟรดจะมาค่อยเปิดพร้อมกัน

ระหว่างนั้นก็เดินออกไปเช็คตู้จดหมาย พบว่ามีห่อพัสดุจากไอ้หนวดบ้าไวน์บ้านข้างๆยัดอยู่ ข้างในก็คงไม่พ้นชุดสีสันแสบตาตามแฟชั่นแบบทุกปีนั่นละ ปีนี้ส่งกระเป๋าสตางค์กลับไปให้ แทนการเยาะเย้ยเรื่องที่เศรษฐกิจบ้านมันไม่ดี ปีหน้าว่าจะเอาเป็นกระปุกออมสิน

            หลังจากข้าวเช้าหมดจานอัลเฟรดก็กระวีกระวาดจะลากเขาไปเปิดกล่องของขวัญให้ได้ อีกฝ่ายแกะห่ออย่างรวดเร็ว เขายังไม่ทันเริ่มแกะด้วยซ้ำ

            นาฬิกาข้อมือ?” พูดไปพลางก็เอานาฬิกาอย่างดีที่ว่ามาทาบข้อมือตนเอง ตัวสายทำจากหนังอย่างดีสีน้ำตาลเข้ม

            ปรับเป็นเวลาที่บ้านฉัน นายจะได้มาแบบรู้เวล่ำเวลาหน่อย ไม่ใช่เอะอะก็จะโผล่มากลางดึกเอ่ยราวภาคภูมิใจกับความคิดของตนเองเสียเหลือเกิน ก่อนจะค่อยๆแกะห่ออย่างระวังไม่ให้กระดาษขาด สุดท้ายเมื่อเปิดและหยิบของชิ้นนั้นออกมาก็ต้องเบ้หน้า เพราะมันคือ...

            ผ้ากันเปื้อนลายธงชาติอเมริกา....            ไอ้ผ้ากันเปื้อนน่ะ ไม่เท่าไหร่ แต่ลาย...

            เป็นไง สวยม้า เวลาทำอาหารจะได้คิดถึงหน้าฮีโร่สุดหล่ออย่างฉันไปทำอาหารไปไง ไม่รู้ว่าจงใจกวนบาทาหรืออะไร หันขวับไปส่งสายตาดุ

            คิดยังไงของนายเนี่ย... อีกฝ่ายยังยิ้มร่าแบบไม่รู้เรื่องราว พอเห็นสีหน้าของเขาแล้วก็ทำหน้าเครียดทันที

            ทำไมล่ะ... ไม่ชอบเหรอ อย่าทำตาเหมือนลูกหมาถูกทิ้งแบบนั้นได้ไหม... อัลเฟรดอยากตะโกนใส่แต่ก็ได้เพียงคิด ผงะอยู่ครู่ใหญ่

            ถามว่าชอบไหม ได้ผ้ากันเปื้อนมาก็ดี ของเก่าใกล้ขาดแล้ว... แต่... ลายธงชาติมันน่ะสิ ใครจะกล้าใช้ฟะ!!             ก็... อย่างไรเสียตามมารยาท เมื่อรับของขวัญมาไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม ก็ต้องขอบคุณและทำท่าดีใจอยู่แล้วนี่ ไม่ใช่ไม่ชอบหรอก ใช้ได้เลย

             พูดจริงนะ รอยยิ้มกว้างแบบไม่รู้เรื่องราวกลับมาอีกหน ทำให้โล่งใจไม่น้อย

            อืม จริงสิ ขอบใจนะอัลเฟรด ก็แค่ไม่อยากให้เสียน้ำใจ มันเป็นมารยาทของสุภาพชน... แต่ถึงอย่างไรก็ไม่อยากหยิบมาใส่อยู่ดีนั่นล่ะ

            เล่นเกมไหม หรือดูหนังกันดี กล่าวพลางหยิบเครื่องเกมกับซีดีขึ้นมาชู

            เกมดีกว่า เบื่อหนังประเทศนาย วิจารณ์ไปเท่าไหร่ก็ไม่เคยพัฒนาเล้ย พูดพลางยิ้มเยาะ ซึ่งวาจาที่อัลเฟรดตอกกลับในวินาทีต่อมาก็ชวนเจ็บแสบไม่แพ้กัน

            แต่ยังไงหนังบ้านฉันก็ทำเงินได้มากกว่าหนังบ้านนาย เป็นอะไรที่ทำให้เถียงไม่ออก แต่ก็ชวนให้โมโหตะหงิดๆ ไอ้นิสัยไม่ยอมลงให้ใครนี่ไอ้เด็กบ้านั่นเอามาจากไหน

            พอเห็นเว้นช่วงเงียบพักใหญ่ร่างสูงใหญ่จึงก้มลงมองใบหน้าของอาเธอร์

            แทงใจดำล่ะสิ ใบหน้ายิ้มทำให้โมโหหนัก ชอบยั่วให้โกรธอยู่เรื่อยจริงๆ คิดแล้วก็ลุกขึ้นเดินหนีไปเสียเฉย ติดแต่หนีไม่พ้นเพราะโดนคว้าแขน เพียงดึงเบาๆก็ลอยหวิวกลับมานั่งแหมะบนเก้าอี้นวม ล้อเล่นน่า อย่าโมโหสิอาเธอร์ ฉันก็ล้อประจำนี่ ยังไม่ชินอีกเหรอ

น้ำเสียงของคู่สนทนาอ่อนลงมาก ก็ใช่ ล้อเล่นประจำ แล้วชอบล้ออะไรที่มันไม่น่าฟังประจำ โดยเฉพาะการล้อแบบต้องการจะเน้นว่าตนเองเหนือกว่าเขา

            ที่ทำให้โมโห เพราะชอบโอ้อวดเรื่องที่ตัวเองเป็นผู้นำโลกมั่งล่ะ มีอาวุธสุดเจ๋งที่อานุภาพทำลายล้างแรงกว่าเขาหลายเท่ามั่งล่ะ ธุรกิจมั่งล่ะ น่าเอามาล้อเล่นขำๆที่ไหนกันเล่า เรียกว่าดูถูกดีกว่าไหม ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าที่ตัวเองมีวันนี้ได้เพราะใคร

            ไม่ล้อแบบนี้แล้วก็ได้ อย่าโกรธนะ ฉันขอโทษ

            ขอโทษนะฮะอาเธอร์ อย่าโกรธผมนะฮะ

            แวบหนึ่ง เพียงแวบหนึ่งเท่านั้น เหมือนเห็นภาพของเด็กชายตัวน้อยแทรกขึ้นมา เพราะสีหน้าเป็นกังวลเกือบเหมือนร้องไห้

            อืม... เล่นเกมดีกว่าเนอะฝืนยิ้ม จากนั้นก็นั่งเล่นเกมจนถึงบ่าย นั่งดูทีวีสักพัก พอตกดึกก็ต้องดูหนังอยู่ดี นึกคันปากอยากวิจารณ์มากมายแต่เกรงใจคนข้างๆ จึงพยายามปิดปากเงียบ

            อย่าด่าก็ด่ามาเถอะ ฉันไม่โมโหหรอกน่า ชินแล้ว ได้ยินแบบนั้นอารมณ์อยากวิจารณ์ยิ่งหายหมด ติให้ก่อ ไม่ได้อยากจะติให้ชินสักหน่อย... อีกอย่าง นั่งดูกันเงียบๆสองคนแบบนี้ก็ทำให้รู้สึกสงบดีเหมือนกัน...

            จู่ๆร่างสูงก็เอนตัวพิงทิ้งน้ำหนักเล็กน้อย แม้หนักแต่พอทนได้ จากนั้นหัวเอนซบลงบนไหล่ของเขาเสียเฉย เริ่มได้ยินเสียงของหัวใจที่เต้นแรงขึ้น บริเวณแก้มร้อนผ่าว ต้องย้ำบอกตนเองบ่อยๆ กับคำว่าพี่ชาย

            ง่วงแล้ว สะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันมองคนข้างๆ ท่าทางง่วงจริงจังฟังจากน้ำเสียงงัวเงีย

            ก็ไปนอนสิ มา ลุกๆ ฉันแบกนายขึ้นชั้นสองไม่ไหวหรอกนะรีบกล่าวพร้อมหยิบรีโมทเพื่อกดปิดทีวีก่อนจะดึงแขนของอัลเฟรดเบาๆ

หลังจากส่งเจ้าเด็กโข่งเข้านอนก็อาบน้ำออกมาเตรียมเข้านอนบ้าง หยิบหนังสือ(โป๊)เล่มโปรดพลิกๆดูเล่น แต่กลับไม่รู้สึกว่ามันน่าสนุกเท่าไร จึงซุกกลับใต้เตียง             ทั้งที่พยายามให้เป็นเหมือนเมื่อก่อนแต่กลับไม่อาจทำแบบนั้นได้ ทั้งที่คิดว่าจะทำตามปกติ... แต่ทำไม่ได้            ยกมือขึ้นปิดพวงแก้มที่ออกสีจัดขึ้น

            กับแค่พิงแล้วเอนซบนิดหน่อย ก็ออกอาการลนขนาดนี้แล้วหรือ... ทั้งที่รู้สึกดีใจ แต่ในความดีใจ...ในความสุข แฝงด้วยความกลัว

            ความสุข ความเชื่อใจ เปรียบเหมือนสิ่งเสพติด ตอนนี้ยังไม่ออกฤทธิ์ แต่หากจากไปเมื่อไร ยามนี้ยิ่งสุขแค่ไหน ยามที่มันจากไป ก็จะทุกข์มากเท่านั้น... เป็นบทเรียนที่ได้รับรู้จากการประกาศอิสรภาพของเด็กที่เขารักที่สุด            เพราะมีความสุขมากเกินไป พอสูญเสีย จึงเจ็บปวดมากเหลือเกิน            หลังจากนั้นจึงไม่กล้าเปิดใจให้ใคร ไม่กล้ามีความสุข เพราะรู้ว่าหากสูญเสีย ความทุกข์ที่ตามมาหนักหนาจนแตกสลายได้ง่ายๆ                          เพราะเช่นนั้น จึงสมควรตัดใจ ยิ่งเร็ว ยิ่งดี แต่เขากลัวใจตัวเอง... กลัวทำไม่ได้

            ตั้งแต่เมื่อไร ที่ในหัวสมองเต็มไปด้วยเรื่องของอัลเฟรด ตั้งแต่เมื่อไร ที่เวลาเมาก็อาละวาดเรียกหาแต่หมอนั่นบางทีความรู้สึกนี้อาจไม่ได้เพิ่งเกิด แต่เกิดนานแล้ว ตั้งแต่ก่อนหมอนั่นประกาศอิสรภาพเสียอีก เพียงแค่เขาเฝ้าปฏิเสธตนเองเรื่อยมา ไม่อาจยอมรับ... ไม่สิ... ไม่กล้ายอมรับ

            และไม่รู้ว่าตนเองควรทำเช่นไรดี

 

            นาฬิกาปลุกที่หัวเตียงแผดเสียงดังไม่ถึงสองวินาทีก็โดนมือของชายหนุ่มตบเพื่อให้หยุด ร่างแบบบางยันกายจากเตียง ใต้ตาเป็นรอยคล้ำดำ

            ... นอนไม่หลับ

            แม้คิดก็ไม่ได้นอนต่อ ฝืนตนเองลงไปข้างล่าง ได้กลิ่นเบคอนกับไข่ดาวอย่างเคย แม้จะแค่อาทิตย์เดียวกลับรู้สึกเหมือนผ่านเป็นเดือน

และต้องแปลกใจอีกอย่างว่าทำไมเด็กบ้านี่ถึงตื่นเช้ากว่าเขาประจำเลย

            เมื่อถึงห้องครัว จานอาหารก็ถูกวางเบื้องหน้า พร้อมกับทักทายสั้นและรอยยิ้มกว้าง

            อรุณสวัสดิ์

            ดวงตาสีเขียวคู่โตจับจ้องยังโครงหน้าหล่อเหลาเนิ่นนาน ยังแพขนตายาวสีบลอนด์กับดวงตาสีฟ้าที่สดใสเสมอ หยุดยังริมฝีปากบางสีอ่อน

            มีอะไรติดอยู่ที่หน้าฉันรึเปล่า พอโดนจ้องนานอัลเฟรดชักสงสัย คำถามนั้นเรียกให้แก้มนิ่มออกสีแดงจัด ปฏิเสธเป็นพัลวัน

            ปะ... เปล่า ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรทั้งนั้น เจ้าเด็กนั่นทำเพียงแค่ยักไหล่ก่อนจัดจานเบคอนและไข่ดาวส่วนของตัวเอง... ที่มากกว่าของเขาประมาณสามเท่าได้ ลงบนโต๊ะ

            เอ่อนี่ อาเธอร์ วันนี้ฉันต้องกลับแล้วล่ะ เมื่อเช้าบอสโทรมาบอกว่ามีงานด่วน ประโยคทำให้อาเธอร์เงยหน้าขึ้นมองเจ้าของประโยค ซึ่งนิ่งเงียบรอให้คำตอบจากเจ้าของบ้าน

            ก็... ก็ดี ฉันจะได้อยู่อย่างสงบ ไม่มีใครมากวนใจ พูดแบบนั้นก็จริง แต่สิ่งที่คิดตรงกันข้าม

            ... เหรอ ก็นะ อย่กับลุงแก่อย่างนายก็น่าเบื่อเหมือนกัน คำพูดทำให้สีหน้าผู้ฟังเปลี่ยนถนัดตา เริ่มอีกแล้ว สงครามจิตวิทยาแบบที่เขาเกลียดนักหนา

            น่าเบื่อแล้วจะมาทำไมเล่า... ฉันไม่ได้บังคับสักหน่อย อาเธอร์เบือนใบหน้าหนี มือกำส้อมแน่นจนออกสีแดง

            ก็บอกแล้วไง ก็แค่อยากอยู่ภายในดวงตาสีฟ้าคู่โตคมกำลังลุกโชน ราวว่าพยายามจะสื่อความหมายบางอย่าง ความหมายซึ่งเขาไม่เข้าใจ เอาเถอะ ฉันรีบไปเก็บของกลับดีกว่า จะได้ไม่กวนไปมากกว่านี้อีก

            ปกตินายเคยสนใจคำประชดประชันสบประมาทของฉันด้วยรึ อัลเฟรด... นายรู้จักฉันมานานเท่าไรแล้ว ทำไมถึงไม่รู้ว่าฉันพูดอะไรที่ใจคิดไม่เป็น

            ชายหนุ่มยังคงนั่งค้างที่เดิม กระทั่งอัลเฟรดเดินขึ้นไปขนกระเป๋าเดินทาง และกลับลงชั้นล่าง

            บ๊ายบาย อาเธอร์ ถ้อยคำไม่ได้ฟังดูเคร่งเครียด หากแต่น้ำเสียงไม่ใช่ ร่างแบบบางถึงกับสั่นเทายามได้ยิน

             วิ่งออกไปสิ ตามออกไป แล้วบอกว่าไม่ได้หมายความอย่างที่พูด ไปขอโทษสิ... ไป

            บางอย่างในกายตะโกนก้อง บอกให้เขาทำเช่นนั้น หากแต่ร่างกายก็ยังไม่ยอมเขยื้อน ยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิม

            จริงๆไม่ได้อยากให้ไป... ทำไมถึงไม่เข้าใจ อยากบอกว่าอย่าไปด้วยซ้ำ            แขนทั้งสองข้างโอบตนเองแน่น คิ้วขมวดมุ่น ดวงตาสีเขียวฉายแววเจ็บปวด

            กับคำง่ายๆ แค่คำว่าขอโทษ ทำไมจึงพูดไม่ได้... เอาเถอะ ไปเสียก็ดี... ชีวิตจะได้กลับมาสงบ คริสต์มาสแท้ๆ... ทำไมต้องมาดูแลเจ้าบ้าสมองเบอร์เกอร์ด้วย...

            ชายหนุ่มหัวเราะออกมา จากครั้งแรกแผ่วเบา เป็นดังขึ้นเรื่อยๆ ยกมือขึ้นก่ายหน้าผาก คิ้วขมวดเข้าหากันอย่างเคร่งเครียดทั้งยังยิ้ม

            นี่เขาเป็นอะไรกัน... ทำไมกับแค่การกระทำของเด็กแบบนั้น... ถึงมีผลกระทบมากขนาดนี้            ในที่สุดน้ำตาที่กลั้นไว้นานก็ค่อยๆรินอาบใบหน้า            ไร้สาระสิ้นดี            ที่ร้องไม่ใช่แค่เพราะเรื่องเมื่อครู่ แต่เพราะความทรงจำเก่าสาดเทเข้ามาในคราเดียวกัน ในวันฝนตก ที่อัลเฟรดประกาศอิสรภาพ... จากเขาไปโดยไม่ยอมให้ตั้งตัว เรื่องราวต่างๆในหัวย้อนกลับไปเรื่อยๆ สงครามกับฝรั่งเศสและพวกอินเดียนแดง กระทั่งในวันที่ฝนปรอย กลางทุ่งดอกป๊อบปี้สีแดง            ความสุขของเขาจากไปแล้ว... ทำไมกัน ทั้งๆที่ให้ความสำคัญขนาดนั้น

            นั่งเงียบครู่ใหญ่ จู่ๆถุงเท้าสีแดงที่เคยแขวนหน้าเตาผิงก็ลอยมาตกแหมะบนตัก อาเธอร์หันมองหญิงสาวตัวน้อยเจ้าของปีกสีสวยอย่างงุนงง

            อะไรเหรอแฟรี่ หลังจากได้ยินคำถามเจ้าหล่อนก็พยักเพยิดไปยังถุงเท้า จึงลองล้วงมือเข้าไป พบกระดาษแผ่นหนึ่ง            ถึงซานต้า                        ปีนี้ผมอยากให้อาเธอร์มีความสุขครับ                                                            อัลเฟรด            อ่านแล้วอดยิ้มไม่ได้... โตป่านนี้ยังเชื่อเรื่องจดหมายถึงซานต้าอยู่อีก พอคิดแบบนั้น ความรู้สึกผิดก็เข้าเกาะกุมหัวใจ            ชายหนุ่มหยิบกระดาษมาหนึ่งแผ่น จากลิ้นชัก ก่อนขีดเขียนข้อความสั้นๆ            ขอโทษ... จริงๆแล้วช่วงคริสต์มาสที่ผ่านมา ฉันสนุกมาก  โดยไม่ลงชื่อด้วยซ้ำ            แฟรี่ เอาไปให้อัลเฟรดหน่อย ก็รู้หรอกว่าหมอนั่นไม่สามารถมองเห็นแฟรี่ อาจทำตกใจ แต่เป็นวิธีที่เร็วที่สุดแล้ว เจ้าบ้านั่นเดินทางเร็วจะตาย วิ่งไปป่านนี้คงไม่ทัน             ทันใดที่ได้รับกระดาษ แม่ตัวน้อยก็หายวับด้วยความเร็วแสง...

            จากนั้นอาเธอร์ทำได้เพียงเดินไปมา กระวนกระวายกระทั่งผ่านไปเป็นชั่วโมง

ทำไมยังไม่กลับมาอีกนะ

            ในที่สุดร่างเล็กที่รอคอยก็มาพร้อมกับกระดาษยับๆอีกแผ่น หญิงสาวยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ก่อนส่งกระดาษแผ่นนั้นให้เขา            ไว้ว่างแล้วจะไปหานะ... จาก ฮีโร่            ตอบอะไรไม่ตรงประเด็นอยู่เรื่อย... เจ้าเด็กบ้านี่ แล้วใครขอให้มา ไม่ได้อนุญาตสักคำ แม้คิดด่าเรื่อยเปื่อย แต่ไม่อาจปฏิเสธความจริงที่ริมฝีปากอิ่มกำลังยิ้มได้            จริงๆ ปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปก็ไม่ได้เสียหายนี่ ไม่เห็นต้องฝืนหลอกตนเอง แค่ซ่อนให้ลึกที่สุด ก็น่าจะพอ

            คิดแล้วก็บิดขี้เกียจ คลี่ยิ้มกว้างให้ท้องฟ้าเบื้องนอก

 

            ขอโทษนะ... ที่รักนาย

 

 

กันเบี้ยว ตามเคย